บทความ » ผ่าวงจรค้ายา-ของเถื่อน-อาวุธสงคราม ทั่วประเทศโยงใย “ไฟใต้” และอาชญากรรมข้ามชาติ

ผ่าวงจรค้ายา-ของเถื่อน-อาวุธสงคราม ทั่วประเทศโยงใย “ไฟใต้” และอาชญากรรมข้ามชาติ

6 สิงหาคม 2018
2535   0

ผ่าวงจรค้ายา-ของเถื่อน-อาวุธสงคราม ทั่วประเทศโยงใย “ไฟใต้” และอาชญากรรมข้ามชาติ เผย “สงขลา” แหล่งพักของทุกชนิดก่อนกระจายทั้งในและนอกประเทศ ยาเสพติด อาวุธสงคราม เหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 

ทีมข่าวได้รับเบาะแสจากเจ้าหน้าที่รัฐที่เฝ้าเกาะติดจนพบความเชื่อมโยงขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้ ซึ่งมีปฏิสัมพันธ์กันผ่านการค้ายาเสพติด และอาวุธสงคราม รวมทั้งธุรกิจนอกกฎหมายอื่นๆ เช่น น้ำมันเถื่อน, ของหนีภาษีตามแนวชายแดน เป็นต้น เบาะแสดังกล่าวทำให้เราทราบความเชื่อมโยงว่า ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ การค้าอาวุธสงคราม และการแพร่ระบาดของยาเสพติดล้วนมีความเกี่ยวเนื่องกันจนแยกไม่ออก ย้อนไปจากเหตุการณ์ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สามารถตรวจยึดอาวุธสงคราม ทั้งลูกจรวดอาร์พีจี, ลูกระเบิดเอ็ม 79 และลูกกระสุนปืนยาวชนิดต่างๆ เกือบ 2,000 นัด “คม ชัด ลึก” ทำการตรวจสอบในเชิงลึกจนเชื่อได้ว่า อาวุธสงครามลอตมหาศาลดังกล่าวน่าจะมีปลายทางที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มากกว่าชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน หรือเวทีชุมนุมการเมืองนอกสภา อย่างไรก็ตาม การค้าอาวุธสงครามกับการค้ายาเสพติดมีความเชื่อมโยงกันจนแยกไม่ออก เพราะธุรกิจมืดทั้งสองถือเป็น “ท่อน้ำเลี้ยง” สำคัญของกลุ่มก่อความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 

ทั้งนี้ ต้นทางของยาเสพติดเริ่มมาจาก “แหล่งผลิต” และ “แหล่งพักยา” ทางทิศเหนือ และตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ โดยมี “เจ้าหน้าที่รัฐ” บางส่วนรู้เห็นเป็นใจเปิดทางให้ ในขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐส่วนใหญ่ล้วนปฏิบัติหน้าที่ในการสกัดกั้น ทั้งการลาดตระเวนตามแนวชายแดน และตั้งด่านสกัดกั้นในพื้นที่ชั้นในอย่างเข้มแข็ง แต่ศัตรูที่เจ้าหน้าที่ทหารตามแนวชายแดนต้องเผชิญ คือ “กองกำลังติดอาวุธ” จากประเทศเพื่อนบ้านที่มีอาวุธครบมือ ทั้งอาร์ก้า-เอ็ม 16 ระเบิดมือ รวมทั้งอาร์พีจี และเอ็ม 79 นอกจากนี้ กลุ่มผู้ค้ายายังปรับเปลี่ยนวิธีการลำเลียงยาเพื่อ “ตบตา” เจ้าหน้าที่สารพัด เช่น การลำเลียงมากับรถบรรทุกสินค้าการเกษตร, ส่งทางไปรษณีย์, รถประจำทาง หรือกระทั่ง “รถบรรทุกขนาดใหญ่” ที่สามารถซุกซ่อนมาได้ครั้งละหลายล้านเม็ด ยุทธวิธีทั้งหมดถูกกำหนด และสั่งการผ่าน “ขาใหญ่ในคุก” ที่มีทั้งเครือข่าย และความเชี่ยวชาญ โดยใช้ผลประโยชน์ล่อใจเจ้าหน้าที่บางคนให้นำ “โทรศัพท์มือถือ” เข้าไปให้ จากนั้นมือไม้ของขาใหญ่ในคุกที่ผ่านการสั่งการ และตัดตอนเป็นทอดๆ จะนำยาเสพติดผ่านมาทางชายแดน เข้ามายังพื้นที่ชั้นใน ก่อนจะกระจายสู่ลูกค้าในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และภาคใต้ ปลายทางของยาเสพติดส่วนหนึ่งถูกกระจายไปยังปลายด้ามขวานของประเทศ ขณะที่บางส่วนเล็ดลอดไปยัง “ประเทศที่สาม” โดยมี “ใบเสร็จ” ชิ้นสำคัญ คือ การจับกุมเครือข่ายค้ายารายใหญ่ที่มีผู้ต้องหาจากประเทศเพื่อนบ้านเป็นคนสั่งการ ก่อนที่จะมีการยึดทรัพย์เครือข่ายในประเทศไทยในเวลาต่อมา

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นธุรกิจใต้ดิน แต่ก็จำเป็นต้องอาศัยการทำ “ธุรกรรมทางการเงิน” ผ่านระบบบนดิน คือ “ธนาคาร” เพื่อความรวดเร็ว แต่การส่งผ่านกระแสเงินจะต้องกระทำผ่านตัวแทนหรือนอมินีเพื่อ “ฟอกเงิน” เสียก่อน โดยปัจจุบันกลุ่มธุรกิจมืดนิยมฟอกผ่านร้านค้าทองคำ, ร้านรับแลกเงิน และร้านขายผ้า ส่วนปลายทางในประเทศที่สามจะอาศัยธุรกิจ “ร้านกาแฟ” หรือเครือข่าย “ขายตรง” เป็น แหล่งผลิตยาเสพติด และจุดพักยาใหญ่ๆ รายรอบประเทศไทย ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ระบุว่า เส้นทางในการลำเลียงยาเสพติด 80 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะ “ยาบ้า” มีการลักลอบนำเข้ามาผ่านทาง 3 จังหวัด คือ เชียงใหม่, เชียงราย และแม่ฮ่องสอน ส่วนที่เหลืออีก 15 เปอร์เซ็นต์ มาจาก “ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” และอีก 5 เปอร์เซ็นต์ มาจาก “ภาคกลาง” ขณะที่ “กัญชา” จะเข้ามาทาง “ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” และที่เข้ามาทาง “ภาคใต้” ได้แก่ ยาอี และยาแก้ไอ สาเหตุที่ทำให้ยาเสพติดที่หลุดลอดจากการจับกุมได้นั้น มาจากหลายสาเหตุด้วยกัน เช่น ภูมิประเทศ ที่เป็นภูเขาสูง ซึ่งเป็นแนวชายแดนที่มีระยะทางยาวหลายพันกิโลเมตร อีกทั้งการวางกำลังตามแนวชายแดนทำได้จำกัด จึงทำให้มีช่องทางในการลักลอบนำยาเสพติดเข้ามาได้ โดย 70 เปอร์เซ็นต์ จะลักลอบลำเลียงเข้ามาตามช่องทางธรรมชาติ โดยว่าจ้างคนท้องถิ่น ข้อมูลของป.ป.ส.ระบุว่า ปัจจุบันมีปริมาณการผลิต “ยาบ้า” และ”ไอซ์” เพิ่มสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะไอซ์ที่มีการลักลอบเพื่อจุดประสงค์ 2 ประการ คือ 1.เพื่อเสพในประเทศ และ 2.ส่งออกต่างประเทศ ข้อสังเกตประการสำคัญ คือ ปัจจุบันมีการจับกุมไอซ์ได้บ่อยครั้งมาก และหากเป็นการจับกุมครั้งใหญ่ที่มีการยึดไอซ์ได้ตั้งแต่ 1 กิโลกรัมขึ้นไป ล้วนเป็นการส่งออกไปยังต่างประเทศแทบทั้งสิ้น ข้อมูลของ ป.ป.ส.ยังพบว่า ปัจจุบันกว่า 6 หมื่นหมู่บ้านทั่วประเทศมีปัญหายาเสพติดแพร่ระบาดในอัตราสูง และมีผู้เสพมากกว่า 1.2 ล้านคน และจากผลการปฏิบัติการ รวมทั้งงานด้านการข่าวที่ผ่านมาพบว่ากลุ่มผู้ค้ายังต้องการนำยาเสพติดเข้ามาในประเทศไทย โดยเฉพาะการลักลอบเข้ามาทางภาคเหนือ และกระจายไปจำหน่ายตามพื้นที่ต่างๆ

นอกจากนี้ ตัวเลขระดับความหนาแน่นหรือความชุกของปัญหายาเสพติดทั่วประเทศที่ ป.ป.ส.มีอยู่นั้นจำแนกได้ดังนี้ “จังหวัดสีแดง” หรือ “ยาเสพติดชุกมาก” มี 31 จังหวัด ประกอบด้วย ภาคกลาง 12 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ภาคเหนือ 4 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย นครสวรรค์ และพิษณุโลก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 9 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา อุบลราชธานี ชัยภูมิ ขอนแก่น อุดรธานี เลย กาฬสินธุ์ สกลนคร และนครพนม ภาคใต้ 6 จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ชุมพร สงขลา ยะลา และนราธิวาส จังหวัดที่มีความชุกปานกลาง มี 33 จังหวัด แยกเป็น ภาคเหนือ 8 จังหวัด ได้แก่ ลำพูน ลำปาง แพร่ พะเยา กำแพงเพชร ตาก สุโขทัย และเพชรบูรณ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 9 จังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ ยโสธร อำนาจเจริญ หนองคาย มหาสารคาม ร้อยเอ็ด และมุกดาหาร ภาคใต้ 7 จังหวัด ได้แก่ สตูล ตรัง พัทลุง ปัตตานี กระบี่ พังงา และภูเก็ต

ขณะที่ข้อมูลของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ระบุว่า กลุ่มขบวนการค้ายาเสพติดในภาคใต้จะลักลอบลำเลียงยาเสพติดมาจากทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก เพื่อจำหน่ายในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี “แหล่งพักยาเสพติด” อยู่ที่ จ.สงขลา ก่อนที่จะส่งจำหน่ายตามจังหวัดต่างๆ รวมถึงส่งออกไปยังประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ สำหรับยาเสพติดประเภท CLUB DRUG ได้แก่ ยาอี ไอซ์ โคเคน และยาเค จะ “นำเข้า” มาจาก “มาเลเซีย” โดยขบวนการยาเสพติดข้ามชาติชาวมาเลเซีย เพื่อส่งให้ผู้ค้ายาเสพติดชาวไทยนำไปจำหน่ายต่อให้นักท่องเที่ยวตามสถานบันเทิง รูปแบบการนำเข้าจะผ่านมาทางด่านตรวจคนเข้าเมือง ด่านศุลกากร ด่านพรมแดน และเส้นทางธรรมชาติที่เป็นรอยต่อกับมาเลเซีย อาทิ ในพื้นที่ อ.สะเดา จ.สงขลา, อ.สุไหงโก-ลก อ.ตากใบ จ.นราธิวาส และอ.เบตง จ.ยะลา

ข้อมูลของ กอ.รมน.ระบุอีกว่า จากการควบคุมเส้นทางโดยการตั้งด่านตรวจ-ด่านสกัดบริเวณเขตรอยต่อทั้งเส้นทางสายหลักและสายรองที่มีเขตติดต่อกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงเส้นทางรอยต่อระหว่างอำเภอทำให้ผู้ค้ายาเสพติดส่วนใหญ่เลี่ยงใช้เส้นทางในตำบลและชุมชนแทน โดยเส้นทางลำเลียงยาเสพติดแบ่งตามประเภทของยาเสพติดได้ดังนี้ -ยาบ้า มีแหล่งที่มาจากภาคเหนือ ส่งมายังพื้นที่ “ภาคกลาง” รวมถึง “กรุงเทพฯ” ซึ่งเป็นแหล่งพักยาเสพติดก่อนส่งต่อมายังภาคใต้ -ยาเสพติดประเภท CLUB DRUG อาทิ ไอซ์ ยาอี ยาเค และโคเคน ส่วนใหญ่นำเข้ามาจากมาเลเซียและสิงคโปร์ ขณะที่บางส่วนนำมาจาก “ภาคกลาง” และ”ภาคตะวันออก” โดยกลุ่มผู้เสพจะเป็นนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ -ยาเสพติดชนิดอื่นที่มีส่วนผสมของใบกระท่อมและยาแก้ไอ อาทิ สี่คูณร้อย ซึ่งเป็นที่นิยมของกลุ่มวัยรุ่นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในส่วนของใบกระท่อมและยาแก้ไอส่วนใหญ่นำเข้ามาจากมาเลเซีย ด้าน อ.สะเดา จ.สงขลา และอ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ขณะที่อีกจำนวนมากส่งตรงจาก “กรุงเทพฯ” และจังหวัดต่างๆ ทาง “ภาคใต้ตอนบน” โดยใช้วิธีส่งทาง “ไปรษณีย์” หรือไม่ก็ลำเลียงโดยทาง “รถยนต์” ผลจากการเทคโอเวอร์ทั้งธุรกิจค้ายาเสพติด และอาวุธ จึงทำให้กลุ่มก่อความไม่สงบมีครบทั้ง “เงินทุน” และ”อาวุธ” ในการต่อสู้เจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเป็นแนวโน้มที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะมีการให้ผลประโยชน์เพื่อเลี้ยงดูและปิดปากเจ้าหน้าที่รัฐตั้งแต่ต้นทางยันปลายทาง ขณะที่ต้นทางในประเทศเพื่อนบ้านก็พร้อมที่จะปั๊มผลผลิตเข้ามา เพราะค่าตอบแทนสูงลิ่ว องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่แท็กทีมกันตั้งแต่เหนือจรดใต้สุดแดนสยาม รวมทั้งเครือข่ายในประเทศเพื่อนบ้านจึง “วินวิน” ด้วยกันทั้งหมด แต่ประเทศไทย และคนไทยส่วนใหญ่ต้องรับกรรมจากความโลภของอาชญากรเหล่านี้ คาดหวังว่าการตีแผ่ปมปัญหาครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นทางการไทยให้เร่งปลดชนวนระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่ตั้งวงจรจุดระเบิดไว้อย่างสลับซับซ้อนให้ได้โดยเร็ว

 

———–

ข้อมูลโดย “คม ชัด ลึก”