บทความ » เมื่อคนบางกลุ่มโจมตี“โครงการพาคนกลับบ้าน”ว่าเป็น“โครงการพา(โจร)กลับบ้าน”

เมื่อคนบางกลุ่มโจมตี“โครงการพาคนกลับบ้าน”ว่าเป็น“โครงการพา(โจร)กลับบ้าน”

24 สิงหาคม 2018
7696   0

ลมใต้ สายบุรี 

โครงการพาคนกลับบ้านของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ซึ่งได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2555 สมัย พลโท อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ เป็นแม่ทัพภาคที่ 4 และต่อจากนั้นมีการเปลี่ยนแม่ทัพภาคที่ 4 ถึง 5 ท่านด้วยกันแต่โครงการพาคนกลับบ้านยังมีการขับเคลื่อนและเปิดโอกาสให้กับผู้เห็นต่างจากรัฐได้รายงานตัวแสดงตนเพื่อเข้าร่วมโครงการ ซึ่งมีความประสงค์ต้องการยุติความรุนแรงวางอาวุธกลับมาอยู่กับครอบครัว ส่งผลให้ผู้เห็นต่างจากรัฐตอบรับเข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก องค์กรระหว่างประเทศชื่นชมต่อความตั้งใจของรัฐบาลไทย โดยเฉพาะคณะ OIC ได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมการดำเนินการโครงการพาคนกลับบ้าน พร้อมชื่นชมรัฐบาลไทย ดูแลพี่น้องมุสลิมอย่างดียิ่ง

จากการที่มีผู้เห็นต่างจากรัฐเข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้านเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ปัญหาความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ลดลงตามลำดับ แต่โครงการดังกล่าวมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้ถูกโจมตีจากสื่อมวลชนอาวุโสท่านหนึ่งกล่าวหาว่าเป็น “โครงการพาโจรกลับบ้าน” เป็นการแก้ปัญหาเกาไม่ถูกที่คัน เป็นการละลายงบประมาณและสูญเปล่า อีกทั้งกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการไม่ใช่ตัวจริง นอกจากนี้ยังมีกลุ่มไทยพุทธฮาร์ดคอร์บางกลุ่มที่พยายามจะไม่เข้าใจและตีรวน ส่งผลให้ผู้ที่ไม่รู้การดำเนินงานโครงการพาคนกลับบ้านพลอยหลงเชื่อและเข้าใจผิด

การดำเนินโครงการพาคนกลับบ้านของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า แบ่งออกเป็น 2 ส่วนด้วยกันกล่าวคือ

ส่วนที่ 1 การดำเนินการต่อเป้าหมายภายในประเทศ นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2555 มีผู้เข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 5,000 คน ได้ดำเนินการตามขั้นตอนกระบวนการโครงการพาคนกลับบ้านที่สำคัญ ดังนี้คือ (1) การอบรมปรับทัศนคติโดยใช้หลักศาสนาอิสลามที่ถูกต้อง “หลักสูตรประชาร่วมใจทำความดี เพื่อแผ่นดิน” (2) การอำนวยความสะดวกในการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของผู้เข้าร่วมโครงการ ปลดเปลื้องพันธะทางกฎหมายสำหรับผู้ที่มีหมาย ป.วิฯ อาญา ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนในชั้นพนักงานสอบสวน ชั้นอัยการและชั้นศาลยุติธรรม (3) การส่งเสริมอาชีพและการฝึกอบรมอาชีพ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุข (4) การติดตามสร้างความสัมพันธ์เมื่อกลับภูมิลำเนาโดยหน่วยในพื้นที่ติดตามพบปะอย่างต่อเนื่อง

ส่วนที่ 2 การดำเนินการต่อบุคคลที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้าน (จากประเทศเพื่อนบ้าน) จำนวน 122 ราย ซึ่งกลุ่มนี้เป็นผู้ที่หลบหนีไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านเกิดจากความหวาดระแวง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้าได้รับรายงานตัวเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2561 เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามกรรมวิธีของโครงการพาคนกลับบ้าน ตามนโยบาย แม่ทัพภาคที่ 4/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ที่มุ่งเน้นเชิงคุณภาพเป็นประการสำคัญ โดยได้ดำเนินการดังนี้ (1) การแต่งตั้งคณะทำงานพิสูจน์สัญชาติผู้เข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้าน เพื่อให้การดำเนินการ เป็นไปอย่างรอบคอบ รัดกุม และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อการสร้างความสันติสุขอย่างยั่งยืน (2) การจัดตั้งศูนย์พิสูจน์สัญชาติ เพื่อดำเนินคัดกรอง/ดำเนินกรรมวิธีของบุคคลเป้าหมายเก็บรูปแบบสารพันธุกรรมบุคคลเพื่อพิสูจน์สัญชาติ ก่อนเข้าร่วมโครงการ และพิสูจน์พฤติกรรมการกระทำความผิดพร้อมดำเนินการออกบัตรประจำตัวประชาชนให้กับบุคคลที่พิสูจน์ได้ว่ามีสัญชาติไทย (3) การฝึกอบรมพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ อบรมอาชีพเพื่อให้มีคุณภาพชีวิต/รายได้ สามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้ตลอดการเข้าพักอาศัย (บ้านสันติสุข) จำนวน 30 หลัง ณ นิคมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี ตลอดระยะ 6 เดือน หลังจากนั้นจะเดินทางกลับไปประกอบอาชีพยังภูมิลำเนา หรือผู้ที่ไม่มีญาติพี่น้องไม่มีที่ดินทำกินรัฐจะต้องจัดสรรที่ดินทำกินให้ในภาพรวมต่อไป

ความไม่เข้าใจต่อโครงการพาคนกลับบ้านสุดท้ายแล้วเป็นแค่ความรู้สึกและคิดไปเองว่ารัฐเอาใจโจรใต้ มีการมอบเงิน ให้ที่พักฟรี ฝึกอาชีพให้ และปลดเปลื้องพันธนาการหมายจับให้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วโครงการมีกระบวนการขั้นตอนในการคัดกรอง มีการอบรมปรับทัศนคติจากการถูกปลูกฝังความคิดความเชื่อในเรื่องประวัติศาสตร์และศาสนา ที่สำคัญในเรื่องของคดีความให้เป็นไปตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมตามที่ได้กล่าวมาแล้ว คนที่ผิดก็ว่าไปตามผิด ส่วนผู้ที่ไม่มีความผิดพิสูจน์แล้วในชั้นศาลก็เป็นผู้บริสุทธิ์กลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัวเยี่ยงคนปกติ โครงการพาคนกลับบ้านเป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้กับคนที่เคยกระทำความผิดมีหมาย ป.วิ อาญาติดตัวได้เข้ามาต่อสู้ในชั้นศาล เปิดโอกาสให้กับผู้ที่ต้องการยุติความรุนแรง วางอาวุธคืนความสงบสุขให้สังคม การกล่าวหารัฐของบุคคลบางกลุ่มที่ได้กล่าวว่ามีการจ่ายรายละ 1 ล้านบาทให้กับผู้เข้าร่วมโครงการก็ไม่ได้เป็นความจริงแต่ประการใด เป็นการสร้างกระแสขึ้นมาเพื่อทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนในพื้นที่หวังผลสร้างความแตกแยกและดิสเครดิตในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ฝากไปยังประชาชนในพื้นที่ จชต. และพื้นที่อื่นๆ ของประเทศ โปรดใช้วิจารณญาณในการเสพข้อมูลข่าวสาร ควรศึกษาข้อมูลรอบด้านก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด มิเช่นนั้นแล้วเราจะตกเป็นเหยื่อและเป็นแนวร่วมมุมกลับในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารให้กับผู้ที่ไม่หวังดีต่อประเทศชาติ

————————–