ศิลปะและวัฒนธรรม » กว่าจะเป็นมัสยิดกลางปัตตานี มัสยิดที่สวยที่สุดในประเทศไทยในวันนี้

กว่าจะเป็นมัสยิดกลางปัตตานี มัสยิดที่สวยที่สุดในประเทศไทยในวันนี้

8 กันยายน 2018
1245   0

ประวัติความเป็นมาของการก่อสร้างมัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี มัสยิดที่ขึ้นชื่อว่าเป็นมัสยิดที่มีความโดดเด่นและสวยงามที่สุดในประเทศไทย

          ในปีพุทธศักราช 2497 ได้ตระหนักถึงความสำคัญของศาสนาอิสลามว่าเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวปัตตานีส่วนใหญ่นับถืออย่างเคร่งครัด อันจะนำมาซึ่งสันติสุข ประกอบกับในพื้นที่สี่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีประชากรนับถือศาสนาอิสลาม (มุสลิม) เป็นจำนวนมาก สมควรที่จะสร้างมัสยิดกลางที่มีขนาดใหญ่ และสวยงามขึ้นเพื่อเป็นศรีสง่าแก่ชาวไทย ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามทั่วประเทศตลอดจนเป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจ ของชาวไทยมุสลิม  จึงได้พิจารณาพื้นที่บริเวณริมถนนหลวงสายปัตตานี-ยะลา ตำบลอาเนาะรู อำเภอเมืองปัตตานี เนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ 55 ตารางวา คระรัฐมนตรีจึงได้อนุมัติงบประมาณสำหรับการก่อสร้างมัสยิดกลางปัตตานีขึ้น โดย ฯพณฯ พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในสมัยนั้นได้เดินทางมาวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ.2500 เวลา 10.00 น.

          มัสยิดกลางแห่งนี้ใช้เวลาในการสร้างและตกแต่งเป็นเวลา 9 ปีกว่าแล้วเสร็จ ต่อมาเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2506 ฯพณฯ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นได้เดินทางมาประกอบพิธีเปิดอย่างเป็นทางการและมอบมัสยิดแห่งนี้ให้แก่พี่น้องชาวไทยมุสลิมจังหวัดปัตตานี โดยตั้งชื่อว่า “มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี”  มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานีสร้างเป็นตึกคอนกรีตเสริมเหล็กสองชั้น รูปทรงคล้าย “ทัชมาฮาล” ประเทศอินเดีย ตรงกลางเป็นอาคารมียอดโมขนาดใหญ่และมีโดมบริวาร 4 ทิศ มีหอคอยอยู่สองข้างสูงเด่นเป็นสง่า บริเวณด้านหน้ามัสยิดมีสระน้ำสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ภายในมัสยิดมีลักษณะเป็นห้องโถง มีระเบียงสองข้าง ภายในห้องโถงมีบัลลังก์ทรงสูงและแคบเป็นที่สำหรับ “คอเต็บ” ยืนอ่านคุฏบะฮ์ในการละหมาดวันศุกร์ หอคอยสองข้างนี้เดิมใช้เป็นหอกลางสำหรับตีกลอง เป็นสัญญาณเรียกให้มุสลิมาร่วมปฏิบัติศาสนกิจ ต่อมาใช้เป็นที่ติดตั้งลำโพง เครื่องขยายเสียงแทนเสียงกลอง ปัจจุบันขยายด้านข้างออกไปทั้ง 2 ข้างและสร้างหอบัง (อะซาน) พร้อมขยายสระน้ำและที่อาบน้ำละหมาดให้ดูสง่างามยิ่งขึ้น ภายในมัสยิดประดับด้วยหินอ่อนอย่างสวยงาม

          เมื่อวันที่21 ตุลาคม 2536 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ได้เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เพื่อพบปะเยี่ยมผู้นำศาสนาอิสลามและประชาชน ณ มัสยิดกลางปัตตานี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงมีพระราชกระแสรับสั่งกับ ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(นายสัมพันธ์ ทองสมัคร) ให้ดำเนินการบูรณะปรับปรุงอาคารมัสยิดกลางปัตตานี

          กระทรวงการศึกษาธิการจึงได้กำหนดให้เป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติในวโรกาสที่พระสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองศิริราชสมบัติเป็นปีที่ 50 พ.ศ.2539

          เมื่อวันที่ 11 พฤษจิกายน 2536 ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี (นายพลากร สุวรรณรัฐ) ได้ลงนามคำสั่งจังหวัดปัตตานี ที่ 1627/2536 แต่งตั้งคณะทำงานประสานและติดตามงานต่อเติมอาคารมัสยิดกลางปัตตานี จำนวน 12 คน

          เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2536 เจ้าหน้าที่กรมศิลปากร ประกอบด้วย สถาปนิก และนายช่างโยธา ได้มาสำรวจอาคารมัสยิดกลางเพื่อออกแบบปรับปรุงต่อเติม

          เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2536 ฯพณฯ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายปราโมทย์ สุขุม ได้เชิญ นายอุดมศักดิ์ อัศวรางกูร รองผู้ว่าราชการจงหวัดปัตตานี นายสวัสดิ์ แก้วสมบูรณ์ ผู้ช่วยศึกษาธิการจังหวัดปัตตานี นายนิเดร์ วาบา ดาโต๊ะยุติธรรมปัตตานี นายอับดุลวาฮับอับดุลวาฮับ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี นายนิเล็ก สุไลมาน เทศมนตรีเมืองปัตตานี เพื่อร่วมประชุมวางแผนการบูรณะขยายอาคารมัสยิดกลางปัตตานี ซึ่งที่ประชุมได้มติ ดังนี้

  1. บูรณะและขยายอาคารให้ยึดรูปแบบเดิม
  2. ขยายและต่อเติมอาคารออกทั้ง 2 ข้าง
  3. เพิ่มหออะซาน 2 หอ
  4. ใช้วัสดุที่ได้มาตรฐานผลิตในประเทศไทย

          เมื่อวันที่ 19  เมษายน 2537 กระทรวงศึกษาธิการได้มอบหมายให้กรมศาสนา เป็นผู้ออกแบบและกำหนดงบประมาณ ในการบูรณะต่อเติมเป็นเงิน 35,212,000 บาท (สามสิบห้าล้านสองแสนหนึ่งหมื่นสองพันบาทถ้วน ) คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติตามหนังสือ สร 0202/10614 ลงวันที่ 18 มีนาคม 2537 ให้กระทรวงศึกษาธิการเสนอแปรญัตติ เพื่อของบประมาณรายจ่ายประจำปี 2538 จำนวน 12 ล้านบาท และส่วนที่เหลือให้งบประมาณผูกพันในปี 2539 และปี 2540 แต่ปรากฏว่าในงบประมาณ 2538 ไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณแต่อย่างใด

“อินทผาลัม” ผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ หลายคนพยายามปลูกต้นอินทผาลัมแต่ไม่ออกผล แต่ต้นอินทผาลัมที่มัสยิดกลางปัตตานี ออกผลดกสวยงามมาก

          จากการติดตามการจัดตั้งงบประมาณกระทรวงศึกษาธิการ ได้ตั้งงบประมาณในปี 2539 เป็นเงิน 30 ล้านบาทปีงบประมาณ 2540 เป็นเงิน 5.212 ล้านบาท และจากการประสานงานทราบว่า สำนักงบประมาณได้ตั้งงบประมาณปรับปรุงสิ่งก่อสร้างเพียง 4,601,100 บาทเท่านั้นจังหวัดได้มีหนังสือ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี (นายบรรหาร ศิลปะอาชา) ผู้นำฝ่ายค้าน (นายชวน หลีกภัย) ผู้แทนราษฎรจังหวัดปัตตานี (นายสุขุม สุไลมาน) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา) เพื่อได้บูรณะต่อเติมมัสยิดกลางให้แล้วเสร็จสมบูรณ์

          วันที่ 14 กันยายน 2546 สมเด็จพระบรมโอราธิราชฯ เสด็จพระราชดำเนินพระราช ทานรางวัลให้แก่ผู้ชนะเลิศการประอัญเชิญพระมหาคัมภีร์อัลกรุอ่านแห่งประเทศไทย ณ มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี ผู้ชนะเลิศฝ่ายชายคือ นายสุกรี บันบา ผู้แทนจากจังหวัดนครนายก รองชนะเลิศอันดับ 1 นายอาหามะ กาแว ผู้แทนจากจังหวัดกระบี่ รองชนะเลิศอันดับ 2 นายอุสมาน โต๊ะอาลี ผู้แทนจากจังหวัดยะลาและผู้ชนะเลิศฝ่ายหญิง คือ นางสาวฮาวา หมัดหมุด ผู้แทนจากจังหวัดเพขรบุรี รองชนะเลิศอันดับ 1 นางซามีฮะ ตะโต๊ะดิง ผู้แทนจากจังหวัดปัตตานี รองชนะเลิศอันดับ 2 นางมัยดีนา สว่างลิขิต ผู้แทนจากจังหวัดยะลา

          มัสยิดกลางปัตตานีส่วนใหญ่จะใช้เป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจ (ละหมาด) วันละ 5 เวลา เป็นกิจวัตรประจำวันใช้ในการละหมาดวันศุกร์ และการละหมาดในวันตรุษต่างๆ โดยมีชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ปัตตานี และพื้นที่อื่นทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะในวันศุกร์และวันเสาร์ จะมีการบรรยายธรรมะมีผู้เข้าฟังการบรรยาย ประมาณครั้งละ 3,000 คน เพื่อเป็นการเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจในหลักการของศาสนา และเพื่อความถูกต้องในการบำเพ็ญศาสนกิจ

ภาพถ่ายเก่าของมัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี

             ภาพถ่ายเก่าของมัสยิดกลางจังหวัดปัตตานีรูปนี้ เข้าใจว่าคงถ่ายหลังจากการก่อสร้างไม่นาน เป็นการถ่ายภาพมุมสูง ทำให้เห็นภาพโดมบริวารทั้ง 4 มีหอคอยอยู่สองข้าง และมีสระน้ำสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่อยู่ด้านหน้าอาคาร ตามที่มีการบรรยายข้อความใน web page ของจังหวัดปัตตานีทุกอย่าง ซึ่งเป็นภาพมัสยิดที่แตกต่างกันอยู่บ้างกับมัสยิดกลางจังหวัดปัตตานีในปัจจุบัน                

            โดยปัจจุบันมีการขยายออกทางด้านข้างทั้งสองด้าน และสร้างหออะซานเพิ่มทางด้านหลัง (ทิศตะวันตก) อีก 2 หอ พื้นที่โดยรอบของมัสยิดในสมัยนั้นแตกต่างอย่างมากมายกับสภาพปัจจุบัน บ้านเมืองยังไม่หนาแน่นมากนัก ตรงมุมซ้ายล่างของภาพเป็นสถานีบริการน้ำมัน ผมจำไม่ได้แล้วว่าเป็น ทหารไทยหรือ Esso หรือเป็น Shell กันแน่ ซึ่งปัจจุบันได้รื้อถอนปรับเปลี่ยนสภาพจากเดิมไปแล้ว วัลลอฮูอะฮ์ลัม