บทความ » พุทธ อิสลาม “ต่างแค่ความเชื่อ”แต่ไม่ได้สอนให้คนเกลียดชังกัน

พุทธ อิสลาม “ต่างแค่ความเชื่อ”แต่ไม่ได้สอนให้คนเกลียดชังกัน

19 พฤศจิกายน 2018
241   0

คนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ไม่ว่าจะนับถือศาสนาพุทธหรือศาสนาอิสลาม เคยอยู่ร่วมกันอย่างสงบและปลอดภัยมานานนับร้อยๆ ปี ยกตัวอย่างเช่น คนเชื้อสายไทยพุทธใน ต.พิเทน  อ.มายอ ต.ปิยา อ.ยะหริ่ง ต.ทรายขาว อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ฯลฯ ไม่เคยมีปัญหาใดๆ กับคนเชื้อสายมลายูซึ่งนับถือศาสนาอิสลามและเป็นคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ การอยู่ร่วมกันอย่างเข้าอกเข้าใจกันเป็นภาพประทับใจที่ไม่เพียงส่งผลต่อสภาพจิตใจที่ดีเท่านั้น ยังส่งผลดีต่อชีวิตทางเศรษฐกิจของส่วนรวมและชีวิตความเป็นอยู่ทั่วๆไปด้วย

 “ศาสนา” ปัญหาหนึ่งที่ค่อนข้างเป็นเรื่องอ่อนไหวซึ่งสามารถทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างคนในพื้นที่ได้ คือการดูถูกกันในเรื่องความเชื่อ โดยเฉพาะการที่ชาวมุสลิมเชื่อหรือศรัทธาใน “อัลลอฮฺ” (Allah) เนื่องจากศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่เชื่อและศรัทธาในพระเจ้า ในขณะที่ศาสนาพุทธไม่เชื่อในพระเจ้า หลายคนจึงคิดว่าทั้งสองศาสนานี้ไม่มีวันจะเข้าใจกันได้ เมื่อไม่เข้าใจกันแล้ว ก็เลยพาลดูถูกเหยียดหยามสิ่งที่อีกศาสนาหนึ่งนับถือและศรัทธา ทำให้ความไม่เข้าใจกันยิ่งถ่างกว้างออกไปอีก แต่ในแง่ของสังคมมิได้ห้ามจะคบค้าสมาคมระหว่างกัน ด้วยหลักการของอัลกุรอานที่กล่าวไว้ ความว่า “ไม่มีการบังคับใดๆ (ให้นับถือ) ในศาสนาอิสลาม” (อัลบะเกาะเราะฮฺ /256) ซึ่งแปลว่าอิสลามได้วางกติกาอย่างชัดเจนเกี่ยวกับเสรีภาพในการนับถือศาสนา แต่ได้มีการเพิ่มเติมตีความว่า คนต่างศาสานิกคือคนไม่ได้ไม่ต้องไปให้ความร่วมมือ

ล่าสุดได้มีประเด็นเกี่ยวกับเรื่องศาสนาในพื้นที่ ที่มีบุคคลพยายามสร้างความแตกแยกในพื้นที่กับข้อความที่ว่า “พระเจ้าทรงชอบผู้ที่ทำตามจะได้ขึ้นสวรรค์ และไม่ทรงชอบคนกาเฟร(คนต่างศาสนิก) ซึ่งได้มีการตีความไปเองว่าเราคนมุสลิมอย่าไปให้ความร่วมมือต่อคนต่างศาสนิก เพราะไม่ใช่ความประสงค์ของอัลลอฮ เป็นการตีความที่ผิด และอาจก่อให้ให้เกิดความขัดแย้งในพื้นที่ได้

ผู้รู้ท่านหนึ่งได้กล่าวว่า…แน่นอนพระเจ้าทรงรักผู้ที่ศรัทธาต่อพระองค์และทรงไม่ไม่ชอบผู้ที่ไม่ศรัทธาต่อพระองค์แต่ไม่ใช่ว่าพระองค์ให้รังเกียจผู้ที่ไม่ศรัทธาอิสลามให้มุสลิมมีความรักต่อมุสลิมด้วยกัน แต่ในขณะเดียวกันให้เมตตาคนที่ไม่ศรัทธาต่อพระองค์ด้วย ส่วนประเด็นการต่อสู้นั้นเว้นแต่ผู้นั้นมารุกรานอิสลามและมาทำร้ายมุสลิม ซึ่งในประเทศไทยเป็นประเทศที่เปิดโอกาสให้ทุกศาสนาสามารถดำรงชีพได้ทุกประการไม่มีการกีดกั้นทางศาสนา อิสลามไม่ส่งเสริมการรุกรานคนอื่น ดังปรากฏในบทบัญญัติในเรื่องเสรีภาพในการนับถือศาสนา ซึ่งแสดงถึงการเคารพในความแตกต่างกันในสังคมแห่งการอยู่ร่วมกัน เช่น ในพระมหาคัมภีร์กุรอานมีบทบัญญีติว่า “ไม่มีการบังคับในการนับถือศาสนา” (อัลกุรฺอาน 2:256) และ “สำหรับพวกท่านก็คือศาสนาของพวกท่าน และสำหรับฉันก็คือศาสนาของฉัน” (อัลกุรฺอาน 109:6) อิสลามสอนให้มุสลิมยึดมั่นในการศรัทธาของตนเอง ในขณะเดียวกันให้เกียรติกับศาสนาอื่นด้วย ความศรัทธาของศาสนาอื่น การศรัทธาในศาสนาเราแตกต่างกันได้ แต่การร่วมมือในการทำความดีเราต้องส่งเสริมให้ทำถึงแม้กับคนที่ไม่ไม่ใช่มุสลิมด้วยกันก็ตาม

เคยมีคนสงสัยถามผมว่า ชาวมุสลิมสามารถถวายของเช่นอาหารให้พระสงฆ์ได้หรือไม่? ก็ต้องมาดูบริบทว่า ณ ตอนนั้น คนมุสลิมให้ของพระสงฆ์ในฐานะอะไร? ถ้าผู้ให้มองว่าเป็นการทำบุญเพื่อเวลาที่ตนเองตายไปจะได้ไปอยู่บนสวรรค์ การให้ด้วยความเชื่อแบบนั้นมุสลิมย่อมทำไม่ได้ เพราะขัดกับความเชื่อในหลักเอกภาพของพระเป็นเจ้าของศาสนาอิสลาม แต่ถ้าให้ในฐานะที่เป็นเพื่อนมนุษย์ ให้อาหารท่านเพราะในชุมชนนั้นไม่มีชาวพุทธอยู่เลย แล้วพระท่านเดินผ่านมา บริบทนี้ เป็นหน้าที่ด้วยซ้ำที่ชาวมุสลิมจะต้องให้อาหารแก่ท่าน เพราะการปล่อยให้พระหิว ไม่มีอะไรกินเลย ย่อมเป็นบาปด้วยซ้ำ

อิสลามสอนว่า “นบีมูฮัมหมัดถูกส่งมายังโลกนี้ไม่ใช่เพื่อสิ่งอื่นใดนอกเหนือจากเพื่อความเมตตาของมนุษยชาติ” ดังนั้น อิสลามไม่ได้สอนให้มุสลิมแบ่งปันความเมตตาให้กับคนในศาสนาเดียวกันเท่านั้น แต่ต้องเผื่อแผ่ถึงมนุษย์ทุกคน รวมถึงทุกสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าทรงสรรค์สร้าง ดังนั้น เราต้องนับถือ ให้เกียรติ ช่วยเหลือกันและกันเพราะเราต่างเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เพราะศาสนาอิสลามสอนอีกว่า “การรับใช้ผู้อื่น ถือเป็นการรับใช้พระผู้เป็นเจ้า”

บทความนี้เพื่อให้ผู้นับถือศาสนาทั้งสองได้มีโอกาสทำความเข้าใจกับศาสนาของเพื่อน รวมทั้งศาสนาที่ตนเองนับถืออย่างลึกซึ้งด้วย เพื่อที่จะได้มีความเข้าใจซึ่งกันและกัน อันจะเป็นการปิดหนทางที่อาจนำไปสู่การดูถูกเหยียดหยามความเชื่อทางศาสนาของอีกฝ่าย หากมีความบกพร่องหรือข้อผิดพลาดประการใด ขออภัยด้วย โปรดมองเจตนาดีของผู้เขียนที่หวังให้พี่น้องต่างศาสนิกได้เข้าใจกัน เพื่อจะได้อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขบนผืนแผ่นดินที่ทุกคนต่างก็เป็นเจ้าของผืนนี้…

 

 

 

—————————–