บทความ » อาจารย์พระครูประโชติฯ อุทิศชีวิตด้วยวิถีแห่งพุทธเป็น “รัฐบุรุษพระพุทธศาสนา”

อาจารย์พระครูประโชติฯ อุทิศชีวิตด้วยวิถีแห่งพุทธเป็น “รัฐบุรุษพระพุทธศาสนา”

28 มกราคม 2019
797   0

               จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญ กลุ่มโจรใต้กว่า 10 คน บุกกราดยิงถล่มกุฏิพระ ภายในวัดรัตนานุภาพ หรือ “วัดโคกโก” ในพื้นที่หมู่ 2 ต.โต๊ะเด็ง อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส เมื่อคืนวันที่ 18 มกราคม 62 คร่าชีวิตพระครูประโชติรัตนานุรักษ์ เจ้าคณะอำเภอสุไหงปาดี เจ้าอาวาส และพระลูกวัดอีก 1 รูป โดยเหตุร้ายนี้สร้างความตกตะลึงเป็นที่เศร้าสลดเสียใจ และสะเทือนใจประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ พระครูประโชติรัตนานุรักษ์ เป็นพระภิกษุที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เสียสละอุทิศตนเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา อุทิศลมหายใจที่มีอยู่ถวายเป็นพุทธบูชา และขอทำความดีเพื่อพระพุทธศาสนาจนกระทั่งสิ้นลมหายใจ

               พระครูประโชติรัตนานุรักษ์ ได้โพสต์ในสื่อสังคมออนไลน์ก่อนจะเสียชีวิตข้อความว่า“ถ้าไม่ตายไม่ขอเลิกทำความดี” และ “ผมไม่หนี ผมถือว่าตรงนั้นเป็นแผ่นดินไทย ปู่ย่าตายายผมเป็นคนพุทธ เกิดตรงนี้ขอตายตรงนี้” ดังนั้นเมื่อท่านถูกกลุ่มคนร้ายบุกเข้ายิงท่านจนถึงแก่มรณภาพในวัดที่ จ.นราธิวาส จึงนับเป็นการสูญเสียพระภิกษุที่อุทิศตนด้วยวิถีแห่งชาวพุทธ ด้วยความสงบสันติ เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาครั้งสำคัญ

               หากเจาะลึกประเด็นที่ไม่มีใครกล่าวถึง และไม่ได้เป็นข่าวในสื่อกระแสหลักรวมทั้งสื่อออนไลน์ต่างๆ คือ“ความเป็นมลายู”ของพระครูประโชติรัตนานุรักษ์ เจ้าอาวาสวัดรัตนานุภาพ และเจ้าคณะอำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส ที่มรณภาพจากการถูกคนร้ายยิง สกุลเดิมของท่าน คือ “แวมาหะมะ” หรือ Wan Muhammad “แว” หรือ Wan เป็นตระกูลดังใน 3 จังหวัดชายแดนใต้รวมทั้งในรัฐกลันตัน ตรังกานู และ    เคดาห์ ของประเทศมาเลเซีย ความเป็นมานั้นเป็นตระกูลเจ้าเชื้อสายอาหรับและศาสดา ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังมีวัดมลายูพุทธให้เห็นจนถึงทุกวันนี้ เช่นวัดถ้ำยะลา หรือวัดคูหาภิมุข วัดช้างไห้ที่ปัตตานี ส่วนในภาคใต้ตอนบนก็มีวัดมลายูพุทธ เช่นวัดพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช และวัดพระบรมธาตุไชยาจังหวัดสุราษฎร์ธานี

               การสังหารพระครูประโชติรัตนานุรักษ์นับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ยิ่งของพี่น้องชาวพุทธ แต่อย่างน้อยท่ามกลางความเศร้าโศกเสียใจยังคง “เหลือแต่ความดี .. ประดับไว้ในโลกา” ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงกับพระสงฆ์ ชาวพุทธ เพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย จะมีความสะเทือนใจ และเจ็บปวดใจเป็นที่สุดในฐานะพุทธบุตร บุตรของพระพุทธเจ้าผู้ไม่คิดจะเบียดเบียนใคร ยิ่งเป็นเป็นพระที่รู้จักมักคุ้น เคารพศรัทธา รู้ว่าท่านยืนหยัดทำหน้าที่เพื่อใครแล้ว ยิ่งเจ็บปวดใจหาอะไรมาเปรียบเปรยมิได้ ถ้าสูงสุดของการทำความดี เพื่อความดับทุกข์ที่อยู่ในใจตนเองและเพื่อนมนุษยชาติ โดยไม่ได้เลือกชั้น วรรณะ ศาสนา หรือฐานันดรศักดิ์ใดๆอาจารย์พระครูประโชติฯ คือหนึ่งในผู้ทำความดีเพื่อสิ่งนั้น

               อาจารย์พระครูประโชติฯ ถึงแม้ผู้เขียนจะไม่รู้จักท่านในนามส่วนตัว แต่จากคำบอกเล่าของคนรอบข้างมีแต่กล่าวสรรเสริญถึงคุณงามความดีของท่าน เปรียบเสมือนท่านเป็นครูอาจารย์ ท่านเป็นคนตัวเล็ก แต่มีหัวใจเด็ดเดี่ยวในความดี รักความยุติธรรม ท่านทำงานนึกถึงคนอื่นมากกว่าตนเอง เป็นห่วงคนอื่นมากกว่าตนเอง เสียสละยืนหยัดทำหน้าที่ทั้งๆ ที่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต

               พระครูประโชติฯ เคยกล่าวไว้ว่า “เราตายได้ พระพุทธศาสนาตายไม่ได้ หากไม่มีพระสงฆ์ในพื้นที่ชาวพุทธก็หมดที่พึ่ง แม้วันใดวันหนึ่งข้างหน้า พระพุทธศาสนา ชาวพุทธจะอยู่ไม่ได้จริงๆ ก็ขอให้พระสงฆ์เดินออกจากพื้นที่เป็นคนสุดท้าย” ทำให้ในปัจจุบันนี้มีพระภิกษุหลายรูปได้ทลายกำแพงกั้นแห่งความหวาดกลัว เหลือไว้ซึ่งหัวใจที่เสียสละด้วยความศรัทธาในพระพุทธศาสนา

               เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่เพียงแค่ชาวบ้านโคกโกเท่านั้นที่ใจสลาย พระสงฆ์ ชาวพุทธทั่วประเทศ ก็เกิดใจสลายสะเทือนใจ เจ็บปวดใจอย่างเป็นที่สุด หลังจากเหตุการณ์ร้ายวันที่เกิดขึ้นของค่ำคืนวันที่ 18 ม.ค.62 แม่ทัพภาคที่ 4 พลโท พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ ได้ไปนอนกินอยู่ในวัด ตื่นเช้ามาร่วมประชุมกับชาวบ้านทั้งพี่น้องชาวไทยพุทธมุสลิม รวมทั้งอิหม่ามผู้นำศาสนาในพื้นที่มาร่วมด้วย และได้กล่าวถึงเหตุการณ์เศร้าสะเทือนใจในครั้งนี้ว่า ผู้ที่ลงมือก่อเหตุนั้นเป็นพวกไม่มีศาสนา พี่น้องไทยพุทธ/มุสลิมต่างไม่เห็นด้วย และแสดงออกถึงความเสียใจต่อการจากไปของอาจารย์พระครูประโชติฯ ในครั้งนี้

ปรากฎการณ์ภายหลังอาจารย์พระครูประโชติฯ มรณภาพ  

               นับตั้งแต่พิธีรดน้ำศพเมื่อวันที่ 19 ม.ค.62 จนกระทั่งถึงวันที่ 24 ม.ค.62 และมีพิธีปิดศพวันที 25 ม.ค.62 หลังจากนั้นจะมีการเก็บสังขารของอาจารย์พระครูประโชติฯ ไว้เป็นเวลา 1 ปี ผู้คนจากทั่วสารทิศต่างเดินทางมายังวัดรัตนานุภาพ หรือ “วัดโคกโก” ซึ่งภาพแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยได้เห็นความร่วมมือน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มีการจองการเป็นเจ้าภาพ แย่งกันทำบุญมีผู้มาร่วมงานบุญวันละประมาณ 1,500 -2,000 คน นอกจากนี้ที่จะกล่าวเสียไม่ได้คือ “จิตอาสา” ที่ต่างพร้อมหน้าพร้อมตากันปฏิบัติหน้าที่ บริการฟรีรถรับ-ส่ง แก่ผู้มาเคารพศพและร่วมงานเนื่องจากมีผู้คนมาเป็นจำนวนมากจึงต้องจัดที่จอดรถภายนอกบริเวณวัด จนกระทั่งเข้ามาในบริเวณวัดก็จะมีจิตอาสาดูแลทั้งอาหาร/เครื่องดื่ม และสิ่งอำนวยความสะดวกเป็นอย่างดี

             งานที่คั่งค้างของอาจารย์พระครูประโชติฯ คืองานฝังลูกนิมิตอุโบสถของวัด อีกทั้งยังมีโครงการจัดซื้อที่ดินใกล้บริเวณวัด ผู้คนเมื่อทราบข่าวต่างร่วมบริจาคเงินเป็นจำนวนมาเพื่อร่วมกันทำบุญสนองเจตนารมย์ของอาจารย์พระครูประโชติฯ ตามที่ท่านได้ตั้งใจไว้

              การเสียชีวิตของอาจารย์พระครูประโชติฯ ในห้วงที่ผ่านมาสื่อทุกแขนงต่างให้ความสำคัญในการนำเสนอเรื่องราวเจาะลึกทุกรายละเอียด ซึ่งหากจะกล่าวไปแล้วภายหลังอาจารย์พระครูประโชติฯ มรณภาพได้เกิดปรากฏการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ประการแรก เราในฐานะพุทธศาสนิกชนคนรุ่นหลังต้องรำลึกถึงคุณงามความดีที่ท่านได้สร้างมา มีความอุตสาหะและทุ่มเทให้กับพระพุทธศาสนา และร่วมกันสรรเสริญถึงคุณงามความดีของท่านที่ยอมเสียสละแม้ชีวิต เป็นห่วงคนอื่นมากกว่าตนเองยืนหยัดทำหน้าที่ทั้งๆ ที่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตนเอง

ประการที่สอง การเสียชีวิตของอาจารย์พระครูประโชติฯ มิได้สูญเปล่าแต่เป็นการเสียสละชีวิตเพื่อก่อให้เกิดสันติภาพ เนื่องจากพระภิกษุ – อิหม่ามหรือนักบวชนั้นถือได้ว่าเป็น “ทูตสันติภาพ”

ประการที่สาม ก่อเกิดปรากฏการณ์พี่น้องไทยพุทธ-มุสลิม มีความรักสามัคคี สมัครสมานกลมเกลียวเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันโดยไม่มีการแบ่งแยกเชื้อชาติและศาสนา นี่คือพหุทางสังคมวัฒนธรรมของคนมลายูที่มีมาอย่างยาวนาน

ประการสุดท้าย BRN “ชัยฏอน”มารร้ายสุดโต่งจะถูกโดดเดี่ยว ถูกต่อต้านจากพี่น้องมลายูในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นไทยพุทธ/มุสลิม รวมไปถึงผู้นำศาสนาต่างไม่เห็นด้วยและออกมาประณามต่อการกระทำที่รุนแรงและป่าเถื่อนต่อผู้เผยแผ่พระพุทธศาสนาซึ่งถือได้ว่าเป็น“ทูตสันติภาพ”

              จากการเสียชีวิตของพระภิกษุ 2 รูปในครั้งนี้คนทั่วไปอาจจะมองเป็นเรื่องของความขัดแย้งที่กลุ่มผู้คิดต่างจากรัฐได้กระทำต่อพระภิกษุผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเป็นผู้สืบทอดพระพุทธศาสนาตามแนวทางของพระพุทธเจ้า อีกทั้งยังมองว่าเป็นการยั่วยุให้เกิดความแตกแยกของผู้คนระหว่างศาสนาขึ้นเพื่อนำไปสู่การทำลายล้าง แต่หากจะมองปณิธานอันแน่วแน่ของอาจารย์พระครูประโชติฯ “ถ้าไม่ตายไม่ขอเลิกทำความดี” และ “ผมไม่หนี ผมถือว่าตรงนั้นเป็นแผ่นดินไทย ปู่ย่าตายายผมเป็นคนพุทธ เกิดตรงนี้ขอตายตรงนี้” แล้ว ท่านเลือกที่จะยอมตายด้วยอหิงสา ไม่ต่างจากท่าน “มหาตมา คานธี” ของประเทศอินเดียเลย เราอาจจะยกย่องท่านอาจารย์พระครูประโชติฯ เป็น “รัฐบุรุษพระพุทธศาสนา” ที่ยอมอุทิศตนเสียสละชีวิตด้วยวิถีแห่งชาวพุทธ ด้วยความสงบสันติ เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง

———————-