สถานการณ์ชายแดนใต้ » ศาลปัตตานีสั่งประหารชีวิตผู้ต้องหาคดีลอบวางระเบิดทหารพรานในพื้นที่สายบุรี

ศาลปัตตานีสั่งประหารชีวิตผู้ต้องหาคดีลอบวางระเบิดทหารพรานในพื้นที่สายบุรี

1 กุมภาพันธ์ 2019
35103   0

ศาลจังหวัดปัตตานี พิพากษาผู้ต้องหาคดีลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่กองร้อยทหารพรานที่ 4412 เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2560

 

วันนี้ (1 กุมภาพันธ์ 2562) เวลา 10.30 น. ที่ ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ค่ายสิรินธร ตำบลเขาตูม อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี พันเอก ธนาวีร์ สุวรรณรัตน์ รองโฆษก กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เปิดเผยว่า จากกรณีคนร้ายลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่ทหารพราน กองร้อยทหารพรานที่ 4412 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 44 เป็นเหตุทำให้เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิต 4 นาย เหตุเกิดในพื้นที่ถนนสายเจาะกือแย-สายบุรี หมู่ที่ 1 ตำบลตะบิ้ง อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2560 หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ ได้รวบรวมพยานหลักฐานจนสามารถควบคุมตัวบุคคลต้องสงสัยได้จำนวน 5 ราย ได้ส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว ล่าสุดเมื่อวันที่ 17 มกราคม ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดปัตตานี (ชั้นต้น) ได้มีคำสั่งพิพากษาคดีดำหมายเลขที่ 4445/60 จากเหตุลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่ทหารพราน กองร้อยทหารพรานที่ 4412 ในฐานความผิด ก่อการร้าย อั้งยี่ ซ่องโจร ฆ่าและพยายามฆ่า เจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าโดยไต่ตรองไว้ก่อน พรบ.อาวุธปืน และวัตถุระเบิด โดยพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้อง จำเลย ทั้ง 5 รายคือ จำเลยที่ 1 นายมะยูโซ๊ะ มะยะเด็ง, จำเลยที่ 2 นายอามีน เฮาะยา, จำเลยที่ 3 นายมาหะมะซอรี สะแม, จำเลยที่ 4 นายอานัส อาแด และจำเลยที่ 5 นายอับดุลปาตัช สามะ มีผลคำสั่งพิพากษา ของศาลจังหวัดปัตตานี (ชั้นต้น) ดังนี้

จำเลยที่ 1 , จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 พิพากษาให้ประหารชีวิต แต่ทั้ง 3 คน ได้รับสารภาพในชั้นซักถามและเป็นการประโยชน์ต่อรูปคดี จึงลดโทษกึ่งหนึ่ง เหลือ “จำคุกตลอดชีวิต”

ส่วน จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 5 ศาลพิพากษาให้จำคุก 31 ปี แต่ทั้ง 2 คน ได้รับสารภาพในชั้นซักถามและเป็นการประโยชน์ต่อรูปคดี จึงลดโทษ เหลือ “จำคุก 14 ปี”

ผลสรุปการดำเนินคดีดังกล่าว ได้มีการออกหมายจับ ป.วิอาญา จำนวน 18 หมาย ผู้ต้องหาถูกวิสามัญ 2 ราย และ สามารถจับกุมได้ 7 ราย ศาลพิพากษาลงโทษ 5 ราย อยู่ระหว่างสืบพยาน 1 ราย คือ นายมะรอตือปี กาแปะ ส่วนอีก 1 รายคือ นายฟัครุดดีน อูมา ศาลยกฟ้อง

ผลจากคำพิพากษาดังกล่าว เป็นไปตามพยานหลักฐานและลักษณะฐานความผิด และเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายมุ่งบังคับใช้กฎหมายด้วยความรอบคอบ, รวบรวมพยานหลักฐานอย่างรัดกุม เพื่อนำผู้กระทำความผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม จนนำไปสู่คำพิพากษาดังกล่าว ทั้งนี้ ยังได้ติดตามผลการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และให้ความสำคัญกับหลักการบังคับใช้กฎหมายด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม และปฏิบัติทุกขั้นตอนของการบังคับใช้กฎหมายด้วยความระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิดเป็นเงื่อนไขใหม่ที่อาจจะทำให้เกิดความยุ่งยากในการแก้ไขปัญหามากยิ่งขึ้น

 

 

————————-