สังคม » ผลงานของ ศปพร. เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตคน จชต.

ผลงานของ ศปพร. เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตคน จชต.

2 เมษายน 2019
320   0

ผลงานของศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตคนจังหวัดชายแดนภาคใต้

          ภารกิจของ “ศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบขับเคลื่อนงาน และโครงการต่างๆ ตามพระราชเสาวนีย์ สมเด็จพระนางเจ้าฯสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณ อันหาที่สุดมิได้ ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกล ด้วยความวิริยะ อุตสาหะ ความทุ่มเท และเสียสละ เพื่อพสกนิกรของพระองค์ ทรงคิดวิเคราะห์ และทำทุกวิถีทางที่จะให้ราษฎรอยู่ดีกินดี มีรายได้ มีความปลอดภัย และมีสุขอย่างยั่งยืน ด้วยการสร้างอาชีพจากวัสดุที่หาได้จากท้องถิ่น จนเกิดเป็นโครงการต่างๆ มากมายในปัจจุบัน

          อันดับแรกทรงห่วงใยเรื่องปากท้องของราษฎร เมื่อครั้งที่ถนนหนทางยังไม่ได้มีมากมายเหมือนเช่นทุกวันนี้ พระองค์ท่านทรงสร้างอาชีพให้กับราษฎร โดยใช้วัสดุที่หาได้ในพื้นที่ มารังสรรค์ให้เป็นชิ้นงาน เพื่อสร้างรายได้ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาปากท้อง ปัญหาที่ทำกิน และปัญหาการอพยพย้ายถิ่นฐาน จนสามารถจัดตั้งเป็นกลุ่มศิลปาชีพ กลุ่มศิลปาชีพที่เป็นที่รู้จักในพื้นที่ จชต. ด้วยฝีมือการประดิษฐ์ที่ทรงคุณค่าจนแทบจะเรียกได้ว่า มีหนึ่งเดียวในโลกเลยก็ว่าได้

          กลุ่มเครื่องปั้นดินเผา พระตาหนักทักษิณฯ อ.เมือง จ.นราธิวาส ด้วยสมเด็จ พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ ๙ ทรงทราบว่าจังหวัดนราธิวาสเป็นแหล่งที่มีดินขาวที่ใช้ทำ เซรามิก ที่ดีที่สุดอีกแห่งหนึ่งของประเทศ จึงมีพระราชเสาวนีย์ให้ดำเนินการฝึกอบรมราษฎรที่มีความสนใจให้เรียนรู้การทำเครื่องปั้นดินเผา เริ่มแรกหลักจากการฝึกอบรม ทรงให้มีการจัดการประกวด เพื่อส่งเสริมให้ราษฎรมีแรงจูงใจในการสร้างสรรค์ผลงานด้วยการออกแบบ และคิดลายใหม่ๆ ออกมา จนพัฒนามาเป็นผลิตภัณฑ์ที่เปี่ยมด้วยฝีมือ และคุณค่ามากขึ้นในปัจจุบัน

          กลุ่มผลิตภัณฑ์เสื่อกระจูด สืบเนื่องมาจาก สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ทอดพระเนตรเห็นเสื่อที่สานจาก กระจูด ที่ราษฎรนำมาปูเป็นลาดพระบาทในการรับเสด็จฯก็ทรงสนพระทัยมาก เพราะทรงทราบว่า ต้นกระจูดเป็นพืชที่ขึ้นตามหนองน้ำ และมีมากในภาคใต้ ซึ่งหากมีการนำมาแปรรูป ย้อมสี และสานให้เกิดลวดลายต่างๆ จะสวยงามยิ่งนัก จึงทรงตั้งกลุ่มจักสานเสื่อกระจูดขึ้น โดยโปรดให้ใช้ลวดลายแบบโบราณ และให้พัฒนารูปทรงและรูปแบบให้เป็นผลิตภัณฑ์ประเภทต่างๆ เช่น เป็นกล่อง เป็นกระเป๋า เป็นตะกร้า เป็นต้น

          กลุ่มเรือกอและ เรือกอและเป็นเรือที่ชาวประมงใน จ.ปัตตานี และ จ.นราธิวาส ใช้ในการหาปลา สำหรับจังหวัดนราธิวาสนั้นได้จัดให้มีการแข่งขันเรือกอและหน้าพระที่นั่งเป็นประจำทุกปี เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าฯสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการแข่งขันเรือกอและ ก็ทรงสนพระทัยในรูปทรง ลวดลายศิลปะของเรือกอและ ที่มีสีสัน ลวดลายที่สวยแปลกตา และงดงามยิ่งนัก นับได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของคนในท้องถิ่นชายแดนภาคใต้เลยทีเดียว จึงมีพระราชดำริที่จะส่งเสริมสนับสนุน ให้มีการอนุรักษ์ศิลปะ จากภูมิปัญญาของคนในท้องถิ่น ทำอย่างไรจึงจะเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมอันทรงคุณค่านี้ ออกไปพร้อมกับสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนไปพร้อมๆกัน จึงมีพระราชเสาวนีย์ ให้จัดตั้งกลุ่มทำเรือกอและจำลองขึ้น สำหรับเป็นของที่ระลึก ด้วยการย่อขนาดลงมา แต่ยังคงไว้ซึ่ง ศิลปะ ลวดลาย สีสัน และความประณีต ที่บ่งบอกถึงความงดงามและความอุสาหะ กว่าจะได้มาแต่ละชิ้นงาน ต่อมาได้จัดให้มีการประกวดการทำเรือกอและจำลองขึ้น เพื่อรักษารูปทรงและลวดลายโบราณซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของเรือกอและ สืบมาจนถึงปัจจุบัน

          นอกจากที่ยกตัวอย่างมานี้ ยังมีกลุ่ม ศิลปาชีพอื่นๆ อีกมากมายในพื้นที่ปลายด้ามขวานแห่งนี้ เช่นกลุ่มทอผ้า, กลุ่มปักผ้า, กลุ่มแกะสลัก, กลุ่มผลิตภัณฑ์ใบลาน, กลุ่มย่านลิเภา ฯลฯ ซึ่งเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ที่ทรงห่วงใยราษฎร ทรงมองเห็นปัญหา และหาแนวทางแก้ไขอย่างยั่งยืน ปัจจุบันชาวบ้านที่เข้าร่วมโครงการ ศิลปาชีพ จึงมีรายได้จากผลิตภัณฑ์ที่ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ มาผลิตเป็นงานฝีมืออันทรงคุณค่า จึงทำให้มีรายได้ และมีอาชีพ โดยไม่ต้องละทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดไปดิ้นรนหางานยังต่างแดน

          โครงการฟาร์มตัวอย่างฯ ตามพระราชเสาวนีย์ฯ ที่มีอยู่ในพื้นที่ จชต.นั้น เสมือนหนึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ แหล่งจ้างงาน แหล่งอาชีพ และแหล่งที่สร้างความรักความสมัครสมานของคนในชุมชน ในคราวเดียวกันจะเห็นได้ว่าฟาร์มตัวอย่างฯ ที่กระจายตัวอยู่ในทุกท้องที่ทั้ง 3 จชต. รวมถึง 4 อำเภอของ จ.สงขลา ด้วยนั้น รวมแล้วเกินกว่า 20 ฟาร์มฯ ซึ่งฟาร์มฯ ดังกล่าวนี้ จะรับชาวบ้านเข้ามาทำงาน ชาวบ้านในพื้นที่เหล่านั้นได้รับค่าจ้าง จะได้ เรียนรู้วิธีปลูกผัก การเลี้ยงสัตว์ การตลาด การทำบัญชีครัวเรือน รวมถึงได้เรียนรู้ทฤษฎีต่างๆ ที่สามารถนำไปใช้ในการทำไปการเกษตรเชิงผสมผสาน และกลับไปประยุกต์ใช้กับ ที่ดินของตน รวมถึงขยายผลสู่คนรอบข้างได้อีกด้วย

          โครงการราษฎรอาสารักษาหมู่บ้าน เป็นอีกโครงการหนึ่งที่อยู่ในความดูแลของ ศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ที่มีสมาชิกในชุมชนผู้มีความรัก และหวงแหนแผ่นดินเกิด อาสาเข้ามาเพื่อรับการฝึก การใช้อาวุธ การต่อสู้ป้องกันตัวระวังป้องกันตนเองและชุมชน การสังเกต การตั้งจุดตรวจ จุดสกัด ฯลฯ เพื่อเป็นความรู้พื้นฐาน เมื่อผ่านการฝึกจนเกิดความมั่นใจแล้ว ก็ทำแผนจัดเวรยาม ในการดูแลชุมชนของตนเองให้เกิดความสงบ เรียบร้อย เป็นปกติสุข

          ปัจจุบันมีจำนวนสมาชิก อรบ.ที่ทำหน้าที่ใน จชต.จำนวนกว่า 22,000 คน ทั้งชายและหญิงได้เข้ารับการฝึกทบทวน เป็นประจำทุกปี ราษฎรอาสาเหล่านี้ นับได้ว่าเป็นผู้ที่มีความเสียสละ และทุ่มเทเพื่อประโยชน์สุขของชุมชน อย่างแท้จริง

          ศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หรือที่คนในพื้นที่รู้จักกันในชื่อย่อ ศปพร. มีภารกิจในการอำนวยการ ประสานงาน และขับเคลื่อนงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตามพระราชเสาวนีย์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 และโครงการที่สืบเนื่องมาจากโครงการ พระราชดำริฯ ในพื้นที่ 3 จชต. และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ปัจจุบันหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบ ใน การจัดกำลังเข้าปฏิบัติงาน ในศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริก็คือ

          กองพลทหารราบที่ 15 ตั้งอยู่ ณ ค่ายสมเด็จพระสุริโยทัย ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ภายใต้การนำของ พล.ต. สมดุลย์ เอี่ยมเอกผบ.พล.ร.15 /ผอ.ศปพร. โดยได้น้อมนำยุทธศาสตร์พระราชทาน ของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 มาเป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” พร้อมทั้งน้อมนำพาระราชปณิธานสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ที่จะ “สืบสาน รักษา ต่อยอด สร้างสุขปวงประชา” มาเป็นแนวทางในดำเนินการ

          นอกจากภารกิจในการขับเคลื่อนและประสานงาน โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ แล้ว ศปพร. ยังมีภารกิจในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา, การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพระสงฆ์, การแก้ไขปัญหาธรณีสงฆ์ที่ถูกบุรุก, การจัดหาเจ้าภาพในการทอดกฐิน ผ้าป่า ในพื้นที่, งานด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชนภายใต้ชื่อโครงการ เยาวชนคลื่นลูกใหม่สืบสานโครงการพระราชดำริฯ รวมถึงงานในการเผยแพร่พระราชกร ณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และพระบรมวงศานุวงศ์และถ่ายทอดองค์ความรู้ “ศาสตร์พระราชา” สู่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ อันจะส่งผลให้พี่น้องประชาชนในความดูแล ได้อยู่ดีกินดี มีความรัก ความสามัคคีและอยู่ในพื้นที่อย่างมียั่งยืนความสุขตลอดไป…

 

……………………………………