สถานการณ์ชายแดนใต้ » “ความจริงที่ต้องเปิดเผย” เหตุปะทะบ้านกาตอง อ.ยะหา จ.ยะลา หวั่นถูกบิดเบือน เกิดความเข้าใจผิด

“ความจริงที่ต้องเปิดเผย” เหตุปะทะบ้านกาตอง อ.ยะหา จ.ยะลา หวั่นถูกบิดเบือน เกิดความเข้าใจผิด

2 มิถุนายน 2019
5892   0

        โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า แถลงชี้แจงเหตุปะทะบ้านกาตอง อ.ยะหา จ.ยะลา “ความจริงที่ต้องเปิดเผย” หวั่นถูกบิดเบือนให้สังคมเกิดความเข้าใจผิด


        จากกรณีเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ 3 ฝ่ายสนธิกำลังเข้าบังคับใช้กฏหมายในพื้นที่หมู่ 4 ต.กาตอง อ.ยะหา จ.ยะลา เมื่อ 27 พ.ค.2562 ห้วงเวลา 12.30-17.30 น.เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 2 นาย และคนร้ายซึ่งเป็นแกนนำรายสำคัญมีหมายจับ ป.วิอาญา 6 หมาย ถูกวิสามัญเสียชีวิตโดยในขณะเจรจาได้เกิดเพลิงไหม้บ้านหลังเกิดเหตุเสียหายทั้งหลัง ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น ซึ่งภายหลังเกิดเหตุได้มีความพยายามเสนอข่าวบิดเบือนข้อเท็จจริง กล่าวหาว่า เจ้าหน้าที่ทำเกินกว่าเหตุ และจุดไฟเผาทำลายหลักฐาน รวมทั้งได้ขโมยเงินสดและทองคำของเจ้าของบ้านไปจำนวนมาก โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 31 พ.ค.2562 นายซูการ์โน มะทา สส.พรรคประชาชาติ จ.ยะลา ได้โพสต์ข้อความในเฟสบุ๊คและให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ “ล่าความจริง” ทาง สถานีโทรทัศน์ เนชั่น TV 22 ชี้นำให้สังคมเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ทำเกินกว่าเหตุและเป็นต้นเหตุทำให้เกิดไฟไหม้บ้านหลังดังกล่าว

        จากกรณีดังกล่าวได้สร้างกระแสความรู้สึกเชิงลบต่อเจ้าหน้าที่รัฐอย่างกว้างขวาง ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 2562 เวลา 09.30 น. พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้ออกมาเปิดเผยชี้แจงข้อเท็จจริงว่า การเข้าบังคับใช้กฏหมายในพื้นที่ดังกล่าวเป็นไปตามภาพข่าวความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนร้ายวางแผนเตรียมก่อเหตุขนาดใหญ่ในช่วง 10 วันสุดท้ายของเดือนรอมฏอน โดยเจ้าหน้าที่ได้สนธิกำลัง 3 ฝ่าย รวม 60 นาย เข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุและได้ประสานผู้นำชุมชนได้รับทราบเพื่อร่วมเจรจากับกลุ่มคนร้าย ทั้งนี้ ได้ใช้มาตรการจากเบาไปหาหนักโดยได้เชิญบุคคลในบ้านออกมาเจ้าของบ้านออกมาและเจ้าหน้าที่พร้อมผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านจึงได้เข้าไปตรวจสอบภายในบ้านและได้ถูกคนร้ายไม่ทราบจำนวนระดมยิงใส่จนต้องหลบเข้าที่กำบัง เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 1 นาย จึงให้ผู้นำศาสนามาช่วยเจรจาอีกรอบ กว่า 1 ชั่วโมงแต่ไม่เป็นผล ในระหว่างนั้นได้เห็นกลุ่มควันบริเวณด้านหลังทางซ้ายของบ้านก่อนลุกไหม้อย่างรวดเร็วจึงได้เรียกรถดับเพลิงเข้ามาควบคุมเพลิงไว้ได้

        ด้านนายอัลดุลเลาะ มะสะ อิหม่ามมัสยิดบ้านตันหยง ซึ่งเป็นผู้ร่วมเข้าไปเจรจาได้กล่าวว่า ในวันเกิดเหตุได้เข้าไปกับเจ้าหน้าที่ โดยได้บอกกับผู้ที่อยู่ในบ้านให้ออกมามอบตัว มีกี่คนข้างในก็ให้ออกมา ไม่ต้องกลัวเพราะมีเจ้าหน้าที่ 3 ฝ่ายอยู่ ถ้ามอบตัวตอนนี้ก็จะปลอดภัย แต่คนที่อยู่ข้างในบ้านไม่ยอมออกมามอบตัว และยิงสวนออกมา ตนกับเจ้าหน้าที่จึงถอยออกมาจากจุดนั้นเพราะกลัวว่าจะโดนลูกหลง โดยได้เข้าไปพูดหว่านล้อมถึง 2 ครั้ง แต่คนที่อยู่ภายในบ้านก็ไม่ได้ออกมาแต่อย่างใด

        ภายหลังเพลิงสงบ เจ้าหน้าได้เข้าตรวจสอบอีกครั้ง และได้ถูกคนร้ายยิงใส่ได้รับบาดเจ็บอีก 1 นาย และจากการตรวจสอบพบคนร้ายเสียชีวิต 1 ราย พร้อมอาวุธปืน 1 กระบอก ทราบชื่อ คือ นายอับดุลเลาะ ลาเต๊ะ พบประวัติเป็น ผู้ก่อเหตุรุนแรงระดับสั่งการ มีหมายจับ ป.วิอาญา จำนวน 6 หมาย นอกจากนี้ยังพบวัตถุพยานสำคัญในบ้านอีกหลายรายการ เช่น ซากรถจักรยานยนต์ 3 คัน, แกลลอนน้ำมัน 4 ถัง, ปุ๋ยยูเรีย 1 กระสอบ, ถังแก๊สสีส้ม 2 ถัง และท่อเหล็ก อีกจำนวนหนึ่ง คาดว่าน่าจะเตรียมนำมาใช้ประกอบระเบิดเพื่อก่อเหตุช่วง 10 วันสุดท้ายเดือนรอมฎอน นอกจากนี้ ยังได้ตรวจพบร่องรอยการเผากองเสื้อผ้าบริเวณที่เห็นกลุ่มควันครั้งแรก ซึ่งน่าจะเป็นต้นเพลิงที่คนร้ายอาจเผาทำลายหลักฐาน และเปิดทางหนี ปัจจุบันอยู่ระหว่างตรวจสอบสารพันธุกรรมเพื่อเชื่อมโยงกลุ่มคนร้ายต่อไป

        ทั้งนี้ การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ได้ทำด้วยความโปร่งใสภายใต้การมีส่วนร่วมของผู้นำ 4 เสาหลัก โดยใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก แต่ถูกคนร้ายใช้อาวุธยิงใส่จนบาดเจ็บไป 2 นาย จึงจำเป็นต้องใช้อาวุธตอบโต้เพื่อป้องกันตนเอง ใช้กำลังดำเนิการเพียง 60 นายมิใช่กว่า 500 นายตามที่กล่าวอ้างและไม่ถือเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ ทั้งนี้สิ่งที่เจ้าหน้าที่ให้ความสำคัญอย่างมากในการบังคับใช้กฏหมายคือวั ตถุพยานเพื่อเชื่อมโยงไปยังเครือข่ายร่วมก่อเหตุ ดังนั้น ที่มีการกล่าวอ้างว่าเจ้าหน้าเผาเพื่อทำลายหลักฐานจึงฟังไม่ขึ้น และไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

       สำหรับการออกมาเคลื่อนไหวของ นายซูการ์โน มะทา สส.พรรคประชาชาติ จ.ยะลา ควรดำเนินการด้วยความระมัดระวังและตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านเพราะมิเช่นนั้นอาจตกเป็นแนวร่วมมุมกลับของกลุ่มขบวนการที่อาจทำให้เจ้าหน้าที่รัฐได้รับความเสียหาย ทั้งนี้หน่วยได้ให้ความช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรมแก่เด็กๆ ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในเบื้องต้นไปก่อนแล้ว สำหรับการช่วยเหลือเยียวยาบ้านที่ได้รับความเสียหาย ขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ ต้องตรวจสอบข้อมูลความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างเจ้าของบ้านกับผู้ก่อเหตุรุนแรงว่ามีส่วนช่วยสนับสนุนกันหรือไม่ พร้อมกับขอให้กลุ่มองค์กรต่างๆ เคลื่อนไหวด้วยความระมัดระวัง ภายใต้ข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านและไม่บิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อปลุกระดมให้เกิดความเกลียดชังดังที่ปรากฏในห้วงที่ผ่านมา ซึ่งอาจจำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

……………………………………..