บทความ » การใช้กฎอัยการศึก-พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แก้ปัญหาใน จชต.

การใช้กฎอัยการศึก-พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แก้ปัญหาใน จชต.

1 สิงหาคม 2019
1303   0

           

          ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 ในยุครัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร เกิดเหตุการณ์ปล้นปืนค่ายปิเหล็ง อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ซึ่งถือเป็น “ปฐมบท” ของเหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และได้ยืดเยื้อมาจนกระทั่งปัจจุบัน และเป็นที่มาของการประกาศใช้ “กฏอัยการศึก” กฎหมายที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐ “เป็นพิเศษ” ในการตรวจค้น จับกุม คุมขัง ทำการซักถาม และตรวจสอบหาพยานหลักฐานนอกเหนือจากที่ให้ไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิอาญา) ทั้งนี้เพื่อแก้ไข ควบคุม หรือยุติปัญหาหรือการกระทำที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ

          ทำไม? ต้องมีกฎอัยการศึกใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้  เมื่อมีการกระทำความผิดเกิดขึ้น การบังคับใช้กฎหมายอาญาปกติ รวมทั้งกระบวนการยุติธรรมทางอาญามีแบบแผน กลไก และขั้นตอนการดำเนินการที่ใช้ระยะเวลายาวนาน ซึ่งเป็นอุปสรรคและมีความล่าช้ากลายเป็นตัวเร่งในการสร้างเงื่อนไขความไม่ไว้วางใจให้เกิดขึ้นในพื้นที่

          ด้วยเหตุดังกล่าว ความพยายามในการดำเนินการให้กระบวนการยุติธรรมทางอาญาสอดคล้องกับหลักนิติธรรม จึงเป็นแนวทางที่เร่งด่วนและจำเป็นสำหรับจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีความแตกต่างจากสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่อื่นๆ ของประเทศ ในสภาวการณ์ของปัญหาการก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่พฤติกรรมความรุนแรงเป็นเรื่องของ “การก่อความไม่สงบ”และมีความผิดเกี่ยวกับ “ความมั่นคง” การได้มาซึ่งพยานหลักฐานในการเอาผิดผู้กระทำผิด ย่อมไม่สามารถพึ่งพาพยานบุคคลได้

ที่ผ่านมา “กฎหมาย” ที่ใช้อยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้มี 3 ฉบับด้วยกัน ได้แก่

  1. พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กฎอัยการศึก พ.ศ.2457 ที่จริงแล้วไม่ได้ใช้เฉพาะในพื้นที่ จชต. แต่ภาคอื่นๆ ก็มีการประกาศใช้โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอแนวชายแดน
  2. พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ประกาศตั้งแต่เดือน กรกฎาคม 2548
  3. พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551

ทำไม? ต้องมีกฎอัยการศึก

          วัตถุประสงค์การประกาศใช้ พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ.2457 ใช้เมื่อมีเหตุจำเป็น เพื่อรักษาความสงบจากภัยที่มาจากภายนอกหรือภายในประเทศ เช่นเมื่อมีสงคราม หรือเกิดการจลาจลขึ้น โดยเขตที่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึกนี้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารจะใช้อำนาจเหนือฝ่ายพลเรือน ในการปราบปราม ระงับยับยั้ง หรือการรักษาความสงบเรียบร้อยให้เกิดขึ้น

          ตัวอย่างการใช้ พ.ร.บ.กฎอัยการศึก ในการนำตัวผู้กระทำความผิดมารับโทษ

เหตุการณ์แรก กรณีคนร้ายก่อเหตุระเบิด “ห้างบิ๊กซี” ปัตตานี จากการสืบสวนสอบสวนทราบว่ามีผู้ร่วมก่อเหตุครั้งนี้ จำนวน 15 ราย มีการดำเนินคดีไปแล้ว 6 ราย โดย นายสุไฮมี สะมะแอ และนายสะมะแอ มามะ ถูกศาลชั้นต้นจังหวัดปัตตานีได้พิพากษาลงโทษประหารชีวิต แต่ทั้งสองรับสารภาพจึงลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต ส่วน 3 รายถูกวิสามัญเสียชีวิต

เหตุการณ์ที่สอง กรณีคนร้ายระเบิดตลาดนัดบ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เจ้าหน้าที่จับกุมผู้ต้องสงสัย 2 ราย คือ นายอาซิ มีนา และ นายอับดุลรอเซะ สลาวะ หรือไซฟู ทั้งคู่รับสารภาพทำหน้าที่ชี้เป้าหมายและทำหน้าที่กดระเบิด ทำแผนประกอบคำรับสารภาพต่อหน้าญาติผู้เสียชีวิตและผู้ที่ได้รับผลกระทบ

เหตุการณ์ที่สาม เหตุคนร้ายลอบยิงเจ้าหน้าที่ขณะเข้าทำการปิดล้อมตรวจค้นบ้านเลขที่ 31/2 บ้านค่าย ม.7 ต.ปุโละปูโย อ.หนองจิก จ.ปัตตานี จนเกิดการยิงตอบโต้กันขึ้น หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 3 คน ประกอบด้วย นายอิบรอเป สิเดะ ผู้ต้องหามีหมายจับคดีความมั่นคง จำนวน 3 หมาย นายมะสุกรี สาและ และนายอิสมาแอ อาแว ส่วน นายยูโซ๊ะ แมะตีเมาะ ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีความมั่นคง จำนวน 5 หมาย หลบหนีไปได้

เหตุการณ์ที่สี่ กรณีการควบคุมตัวนายอับดุลเลาะ อีซอมูซอ เป็นไปตามคำให้การซัดทอดของ นายอิบรอเฮง มะเซ็ง ผกร.ระดับแกนนำที่ถูกควบคุมตัวเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 62 ว่านายอับดุลเลาะ เป็นผู้ก่อเหตุรุนแรง ในพื้นที่ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ทำหน้าที่คอยช่วยเหลือสนับสนุนการก่อเหตุในพื้นที่มาแล้วหลายครั้ง เจ้าหน้าที่จึงได้จัดกำลังเข้าเชิญตัวจากบ้านพักในพื้นที่ ตำบลตะบิ้ง อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี

          ที่กล่าวมาข้างต้นแค่ตัวอย่างบางส่วนที่เป็นผลสัมฤทธิ์จากการบังคับใช้กฎหมายพิเศษ  โดยเฉพาะ พ.ร.บ.กฎอัยการศึก ในการควบคุมตัวบุคคลต้องสงสัยมาซักถาม จนนำไปสู่การจับกุมตัวผู้กระทำความผิด นำตัวฟ้องศาลดำเนินคดีได้เป็นจำนวนมาก การบังคับใช้กฎหมาย คดีความมั่นคง มีการส่งดำเนินคดีเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากผลการซักถามสามารถเชื่อมโยงผู้กระทำผิดและสอดคล้องกับการพัฒนาฐานข้อมูลของการพิสูจน์หลักฐานของ จนท.ตำรวจ จนนำไปสู่การควบคุมและบังคับใช้กฎหมายอย่างได้ผล จากสรุปรายงานคดีความมั่นคงของรัฐ ศาลในเขตอำนาจสำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค 9 ประจำปี 2561 ยอดรวมทั้งสิ้น 146 คดี มีการจำหน่าย 3 คดี ยกฟ้อง 25 คดี ลงโทษ 47 คดี คงค้าง 71 คดี จำขังจำเลย 79 ราย โดยมีแนวโน้มจากการจากการสั่งลงโทษฐานกระทำความผิดมากขึ้นตามลำดับ (ห้วงปี 2559-2561)

ที่มา:รายงานคดีความมั่นคงของรัฐ ศาลในเขตอำนาจสำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค 9

 

 

กรณี นายอับดุลเลาะ ผู้ต้องสงสัยช็อกหมดสติขณะถูกควบคุมตัวภายในศูนย์ซักถาม

          จากกรณี เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม เจ้าหน้าที่ได้จัดกำลังติดตามเชิญตัว นายอับดุลเลาะ อีซอมูซอ ผู้ต้องสงสัยคดีความมั่นคง มาทำการสอบสวนได้ช็อกหมดสติขณะถูกควบคุมตัวภายในหน่วยซักถาม หน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 43  เหตุเกิดเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม เวลาประมาณ 03.00 น. ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลปัตตานี และต่อมาถูกส่งตัวรักษาต่อที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์

          ความคืบหน้าอาการ นายอับดุลเลาะ ล่าสุด ผู้ป่วยยังอยู่ในภาวะวิกฤต มีภาวะสมองบวม และก้านสมองไม่ทำงาน ส่วนอาการอื่นๆ ในระบบยังเป็นปกติ และยังมีความจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดในหออภิบาลผู้ป่วยวิกฤตทางอายุรกรรม

          อย่างไรก็ตาม กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า พร้อมให้มีการพิสูจน์ความจริงด้วยการให้คณะกรรมการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กรณีนายอับดุลเลาะ อีซอมูซอ คณะกรรมการฯ ประกอบด้วยผู้แทน จากองค์กรต่างๆ ซึ่งเป็นที่ยอมรับในสังคมเข้าทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างอิสระ ด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม เพื่อหาข้อสรุปและแนวทางที่เหมาะสม มีการจัดตั้งอนุกรรมการ จำนวน 2 ชุดด้วยกัน ซึ่งล่าสุดเบื้องต้นได้ผลสรุปออกมาแล้วแต่ยังไม่ได้ข้อยุติ คณะกรรมการฯ ยังคงลงพื้นที่เพื่อติดตามหาข้อเท็จจริงอย่างต่อเนื่องต่อไป

          พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 ยืนยันว่า หากพบเป็นความผิดพลาดจากการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ก็จะทำการลงโทษสถานหนักทั้งทางวินัยและอาญาทหารโดยไม่ละเว้น ไม่มีการปกป้องผู้กระทำความผิด ก็จะต้องรอดูผลการติดตามหาข้อเท็จจริงของคณะอนุกรรมการทั้ง 2 ชุดต่อไป

          การที่กลุ่ม องค์กร นักการเมืองอาศัยเหตุการณ์นายอับดุลเลาะ ช็อกหมดสติภายในศูนย์ซักถามนั้นเคลื่อนไหวกดดันให้รัฐบาลยกเลิกการประกาศใช้กฎหมายพิเศษในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ซึ่งความเป็นจริงกลุ่ม และองค์กรเหล่านี้ได้พยายามโดยตลอด ลองคิดเล่นๆ กันดูหากไม่มีการประกาศใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่ ไม่มีกฎอัยการศึก ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จะเกิดอะไรขึ้น ตามที่ได้กล่าวไปแล้วว่าจังหวัดชายแดนภาคใต้มีสถานการณ์ที่ไม่ปกติแตกต่างจากพื้นที่อื่นๆ ของประเทศที่มีสถานการณ์ปกติ การได้มาซึ่งพยานหลักฐานในการเอาผิดผู้กระทำผิด ย่อมไม่สามารถพึ่งพาพยานบุคคลได้ การบังคับใช้กฎหมายพิเศษไม่ได้เป็นต้นเหตุ กฎหมายดีอยู่แล้ว แต่อาจจะเกิดจากเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติที่มีการกระทำเกินเลย ซึ่งเรื่องนี้หน่วยงานภาครัฐต้องไปพิจารณาแก้ไขสำหรับผู้ปฏิบัติโดยตรง

———————