การเมือง/มั่นคง » บี้หมายจับแก๊งขบวนการระเบิดกรุง โอนคดีให้กองปราบปราม สอบร่วมอัยการ

บี้หมายจับแก๊งขบวนการระเบิดกรุง โอนคดีให้กองปราบปราม สอบร่วมอัยการ

13 สิงหาคม 2019
947   0

ผบ.ตร.เซ็นคำสั่งโอนสำนวนสอบสวนคดีระเบิด 18 จุดป่วนกรุง ไปให้กองปราบปรามทำสำนวนรวมเป็นคดีเดียว หลังสืบสวนจนมั่นใจ เป็นขบวนการใหญ่แก๊งเดียวกัน แต่เนื่องจากพบข้อมูลมาสเตอร์มายด์เรียกประชุมมือระเบิดนอกประเทศ ชายแดนฝั่งประเทศมาเลเซีย ตามกฎหมายต้องประสานอัยการสูงสุด (อสส.) ส่งคนมาเป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน เว้นแต่จะมอบให้ใครเป็นแทน สรุปคดีระเบิดขณะนี้พบทั้งหมด 18 จุด โผล่ที่เซ็นทรัลเวิลด์อีกจุดในร้านขายของเล่น ตั้งแต่บ่าย 3 โมงวันที่ 1 ส.ค. แต่พนักงานในร้านพบก่อนเรียกตำรวจมาเก็บกู้ทัน ถือเป็นจุดแรกที่พบ ส่วนชุดสืบสวนตามแกะรอยจนมีหลักฐานยืนยันตัวมือระเบิดอีก 5 คน โดยเฉพาะทีมวางระเบิดเพลิงย่านประตูน้ำคือ ทีม 3 อ. ประกอบด้วยนายอัสมี นายอุสมานี และนายอัมรี เร่งทยอยขออำนาจศาลอนุมัติหมายจับให้ได้ทั้งหมด 15 คน ที่ร่วมก่อเหตุแล้ว

กรณีระเบิดป่วนเมืองกรุงหลายจุด เริ่มตั้งแต่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ร้านขายเสื้อผ้าย่านประตูน้ำ ศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ และหน้าสำนักปลัดกระทรวงกลาโหม มีผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด 4 คน หน่วยอีโอดีระบุระเบิดที่ใช้เป็นระเบิดแสวงเครื่องแบบตั้งเวลา ระยะทำการประมาณ 10-15 เมตร เบื้องต้นชุดสืบสวนจับกุมผู้ต้องหา 2 คนได้ขณะนั่งรถทัวร์มุ่งหน้า จ.สงขลา แต่ถูกตำรวจดักจับได้ก่อนในพื้นที่ จ.ชุมพร ระบุผู้ต้องสงสัย 2 คนเป็นคนเอาระเบิดไปวางที่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประกอบด้วย นายลูไอ แซแง อายุ 23 ปี และนายวิลดัน มาหะ อายุ 29 ปี จากการสืบสวนขยายผลชุดสืบสวนสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้รวม 9 คน รวมทั้งนายอาแบ หรือแบรี่ ผู้ต้องหาคนสำคัญที่เป็นคนนำเอาวัตถุระเบิดที่ประกอบเสร็จแล้วไปแจกจ่ายให้มือระเบิดนำไปวางตามจุดต่างๆรวม 14 จุด ทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลตามที่เสนอข่าวไปแล้ว

ความคืบหน้าจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 12 ส.ค. พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ขณะนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. และทีมงานชุดสืบสวนสอบสวนอยู่ระหว่างเร่งพิสูจน์ทราบและจับกุมคนร้ายที่สร้างสถานการณ์มาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็ว พร้อมขยายผลผู้อยู่เบื้องหลังหรือผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ขณะนี้พนักงานสอบสวน ชุดสืบสวน และกองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) เก็บรวบรวมพยานหลักฐานและวัตถุพยานต่างๆในที่เกิดเหตุไปตรวจพิสูจน์แล้ว ประสานข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนหาตัวผู้ต้องหาที่ก่อเหตุ ขอให้พี่น้องประชาชนอย่าตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

“สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอให้ความเชื่อมั่นการป้องกันอาชญากรรมและรักษาความสงบเรียบร้อย เพื่อไม่ให้เกิดเหตุร้ายใดๆ เพิ่มวงรอบความถี่และกำลังสายตรวจในเครื่องแบบออกตรวจตราพื้นที่แหล่งชุมชุน ตลาด ห้างร้าน ศูนย์การค้า สถานที่ท่องเที่ยว แหล่งคมนาคมที่มีผู้คนพลุกพล่านตลอด 24 ชม. เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความมั่นใจแก่พี่น้องประชาชน นักท่องเที่ยว นักลงทุน หากพี่น้องประชาชนมีข้อมูลหรือพบเบาะแสผู้กระทำความผิด แจ้งได้ที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) สายด่วน 1599 หรือแจ้งเหตุร้ายเหตุด่วนหมายเลข 191” รองโฆษก ตร.กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกองปราบปรามว่า พล.ต.อ. จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.เตรียมเซ็นคำสั่งมอบหมายให้ พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป.จัดตั้งคณะพนักงานสอบสวนกองปราบปราม เพื่อรับโอนคดีระเบิดป่วนกรุงครั้งล่าสุดจากตำรวจท้องที่ต่างๆทั้งในกรุงเทพฯและ จ.นนทบุรี ไปดำเนินการรวบรวมสำนวนการสอบสวนเป็นคดีเดียวกัน เพื่อให้ง่ายต่อการดำเนินคดี เนื่องจากการสืบสวนที่ผ่านมาพบว่า ระเบิดทั้งหมดเชื่อมโยงกัน มีผู้สั่งการกลุ่มเดียวกัน แม้จะยังไม่มีหลักฐานชี้ชัดถึงสาเหตุ แต่เชื่อว่าน่าจะมีเป้าหมายเพื่อสร้างสถานการณ์ให้เกิดความวุ่นวายในพื้นที่กรุงเทพฯ การทำสำนวนการสอบสวนทั้งหมด กอง บังคับการปราบปรามจะมอบหมายให้ พ.ต.อ.สมควร พึ่งทรัพย์ รอง ผบก.ป. มือสอบสวนฝีมือดีและเป็นนายตำรวจที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ไว้วางใจเป็นหัวหน้าทีมสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานและศึกษาข้อกฎหมายทั้งหมด รวมทั้งแสวงหาหลักฐานเพื่อขยายผลไปถึงตัวผู้บงการ หรือมาสเตอร์มายด์ที่อยู่เบื้องหลัง หากพบหลักฐานว่าใครเกี่ยวข้องให้เร่งออกหมายจับเพิ่มเติมทันที

นอกจากนี้ยังให้ชุดพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามประสานสำนักงานอัยการสูงสุดมาเป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 20 ระบุว่า ถ้าความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทยได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทย ให้อัยการสูงสุดเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ หรือจะมอบหมายให้พนักงานอัยการ หรือพนักงานสอบสวนคนใดเป็นผู้รับผิดชอบการสอบสวนแทนก็ได้ สาเหตุที่ต้องให้อัยการสูงสุดเข้ามาเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน เนื่องจากแนวทางการสอบสวนพบว่า คดีนี้เกี่ยวพันกับการก่อเหตุนอกราชอาณาจักร เนื่องจากการสอบปากคำผู้ต้องหาที่จับกุมตัวได้ รวมทั้งการสืบสวนหาข่าวพบข้อมูลสอดคล้องตรงกันว่า ก่อนเกิดเหตุผู้บงการเรียกประชุมวางแผนกับชุดจู่โจม ในเขตแดนของประเทศมาเลเซียติดชายแดนไทยพื้นที่ จ.นราธิวาส ก่อนคนร้ายใช้ช่องทางธรรมชาติลักลอบเข้ามาในพื้นที่ประเทศไทยเพื่อก่อเหตุ ส่วนรายละเอียดอื่นคาดว่าทีมสอบสวนกองปราบปรามจะเรียกประชุมอีกครั้งภายในสัปดาห์นี้

ส่วนความคืบหน้าการสืบสวนหาพยานหลักฐานของชุดสืบสวนนครบาล ผู้สื่อข่าวรายงานจาก บก.สส.บช.น.ว่า ชุดสืบสวนคลี่คลายคดีระเบิดรวบรวมพยานหลักฐาน สรุปคดีคนร้ายก่อเหตุวางระเบิดแสวงเครื่องและระเบิดเพลิงเมื่อวันที่ 1 ส.ค. จนเกิดเหตุวันรุ่งขึ้น (2 ส.ค.) ในพื้นที่กรุงเทพฯเกิดเหตุ 17 จุด และพื้นที่ จ.นนทบุรี อีก 1 จุด รวมเป็น 18 จุด เหตุการณ์แบ่งเป็น 2 รูปแบบคือ เหตุวางระเบิดมี 9 ลูก เกิดระเบิด 6 ลูก เก็บกู้ได้ 3 ลูก ในท้องที่ สน.ปทุมวัน หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) 2 ลูก เจ้าหน้าที่เก็บกู้ได้ทั้งคู่ ท้องที่ สน.ทุ่งสองห้อง บริเวณศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ 4 ลูก ระเบิด 3 ลูก และเก็บกู้ได้ 1 ลูก ท้องที่ สน.ยานนาวา หน้าอาคารมหานคร เกิดระเบิด 1 ลูก มีผู้บาดเจ็บ และที่สถานีรถไฟฟ้าช่องนนทรี เกิดระเบิด 1 ลูก มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ส่วนท้องที่ สภ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ที่หน้าสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ถนนศรีสมาน เกิดเหตุระเบิด 1 ลูก

ขณะที่คดีระเบิดเพลิง 9 จุด ท้องที่ สน.พญาไท เหตุเกิดย่านประตูน้ำ 5 จุด เกิดเพลิงไหม้ 4 จุด และไม่เกิดเพลิงไหม้ 1 จุดเพราะวงจรระเบิดไม่สมบูรณ์ และที่ห้างแพลตตินั่ม 1 จุด ส่วนท้องที่ สน.ปทุมวัน มีระเบิดเพลิง 3 จุด ได้แก่ ที่สยามสแควร์ ห้างสยามพารากอน และห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 6 ที่ร้านทอยส์ อาร์ อัส คนร้ายเข้ามาวางระเบิดเพลิงเมื่อวันที่ 1 ส.ค. เวลา 15.30 น. แต่พนักงานในร้านมาพบแจ้งตำรวจมาเก็บกู้ไว้ได้ก่อน ถือเป็นจุดแรกที่พบระเบิดของขบวนการนี้ ขณะนี้คณะทำงานสืบสวนสอบสวนตรวจสอบกล้องวงจรปิดและหาพยานหลักฐานได้มากพอสมควร จนมั่นใจว่ากลุ่มคนร้ายมีผู้ร่วมก่อเหตุทั้งหมด 15 คน แบ่งเป็น 2 ชุด ประกอบด้วย ทีมวางระเบิดมี 8 คน 2 ใน 8 คือ นายลูไอและนายวิลดันที่ถูกจับได้แล้ว ส่วนทีมมือวางระเบิดเพลิงมีทั้งหมด 7 คน

ด้านการสืบสวนติดตามจับกุมมือระเบิดชาย 2 คน สะพายกระเป๋า ใส่หน้ากากอนามัย และสวม หมวกแก๊ป ก่อเหตุวางระเบิดภายในศูนย์ราชการฯ หลังชุดสืบสวนตรวจสอบเส้นทางคนร้ายพบว่า หลังวางระเบิดนั่งรถแท็กซี่ไปที่ห้างแม็คโคร สาขารังสิต จ.ปทุมธานี จุดนัดหมาย เพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนนั่งรถแท็กซี่ย้อนกลับไปสถานีขนส่งหมอชิตใหม่เพื่อขึ้นรถหลบหนีลงใต้ มีภาพกล้องวงจรปิดบริเวณหน้าห้องน้ำจับภาพมือวางระเบิดได้ 4 คน จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณสถานีขนส่งหมอชิตใหม่ เมื่อวันที่ 22 ก.ค. เวลา 16.00 น. พบคนร้ายที่ก่อเหตุที่ศูนย์ราชการฯโดยสารรถทัวร์เข้ากรุงเทพฯล่วงหน้า 10 วันก่อนลงมือ กล้องวงจรปิดหลายจุดบันทึกภาพคนร้ายทั้ง 2 คนไว้ได้ เห็นใบหน้าชัดเจนเนื่องจากไม่ได้ใส่หน้ากากอนามัย คาดว่ามือระเบิดคิดไม่ถึงว่า กล้องวงจรปิดจะบันทึกข้อมูลไว้หลายวัน และยังพบข้อมูลสำคัญว่า หลังจากก่อเหตุมือระเบิดทั้ง 2 คนขึ้นรถทัวร์ลงใต้คันเดียวกับนายลูไอและนายวิลดันพร้อมพวกรวม 6 คน ล่าสุดมีข้อมูลว่า 2 มือระเบิดศูนย์ราชการฯหลบหนีข้ามชายแดนไปประเทศเพื่อนบ้านแล้ว

ส่วนความคืบหน้าคดีคนร้ายลอบวางระเบิด เพลิงย่านประตูน้ำ 5 จุด มีรายงานว่า พนักงานสอบสวน สน.พญาไท เตรียมออกหมายจับมือวางระเบิดเพลิง 3 คน หลังจากชุดสืบสวน บก.สส.บช.น. กก.สส.บก.น.1 และฝ่ายสืบสวน สน.พญาไท ตรวจสอบกล้องวงจรปิด รวบรวมพยานหลักฐานประสานข้อมูล กับ บช.ภ.9 สอบปากคำผู้ต้องหาที่ร่วมก่อเหตุ ให้การซัดทอดถึงผู้ก่อเหตุวางเพลิงย่านประตูน้ำ ทีม 3 อ. ได้แก่ นายอัสมี อายุ 28 ปี นายอุสมาน อายุ 23 ปี และนายอัมรี อายุ 24 ปี

ขณะที่คดีวางระเบิดหน้าสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม จ.นนทบุรี ชุดสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 1 ตรวจสอบกล้องวงจรปิดและสอบ ปากคำพยานที่ให้คนร้ายยืมรถ จยย.ไปก่อเหตุวางระเบิด ทราบว่าผู้ก่อเหตุวางระเบิดคือ นายอุสมัน อายุ 29 ปี และนายฮาซัน อายุ 27 ปี มีรายงานด้วยว่า ตั้งแต่วันที่ 13 ส.ค. ชุดสืบสวนสอบสวนจะทยอยขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ต้องหาลอตแรก เป็นระดับผู้ปฏิบัติการทั้งมือวางระเบิดและมือวางระเบิดเพลิงรวมทั้งหมด 15 คน แบ่งเป็นพื้นที่ของ บช.ภ.1 ท้องที่ สภ.ปากเกร็ด 2 คน และพื้นที่ บช.น. 13 คน หลังออกหมายจับไปแล้ว 2 คนคือ นายลูไอและนายวิลดัน

………………………………………