สถานการณ์ชายแดนใต้ » กอ.รมน.ภาค 4 สน. แจง “Fake News” ป่วน 3 จชต. สร้างความสับสน

กอ.รมน.ภาค 4 สน. แจง “Fake News” ป่วน 3 จชต. สร้างความสับสน

29 สิงหาคม 2019
3329   0

เมื่อวันที่ 29 ส.ค..62 เวลา 09.00 น. พ.อ.วัชรกร อ้นเงิน ผู้ช่วยโฆษก กอ.รมน.ภาค 4 สน. เปิดเผยว่า จากกรณีเพจ Suara Patani, ข่าวความจริง สามจังหวัดภาคใต้, Patani Kita, Fajar Harian, ประวัติศาสตร์และเรื่องราวที่เกิดขึ้นในดินแดนปาตานี และเพจCerita.Patani ได้มีการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือนจากข้อเท็จจริง และยังมีลักษณะชี้นำใส่ร้ายป้ายสีให้เกิดความสับสนขึ้นในสังคม โดยมีเจตนาที่จะทำลายความน่าเชื่อถือในการปฏิบัติของเจ้าหน้ารัฐมาโดยตลอด โดยดูได้จากในหลายๆเหตุการณ์ที่ปรากฏผ่านสื่อดังกล่าวในห้วงที่ผ่านมา พบว่ากลุ่ม Fake News เหล่านี้ มีการโพสต์ข้อความบิดเบือน กล่าวหาโจมตีหน่วยงานภาครัฐ โดยไม่มีเหตุผลและปราศจากข้อเท็จจริง ทำให้ได้รับความเสียหาย และเกิดการเข้าใจผิดจากผู้ติดตามข่าวสาร

ตัวอย่างเช่นจากกรณีล่าสุด การเสียชีวิตของนายอับดุลเลาะ อีซอมูซอ ผู้ต้องสงสัยคดีความมั่นคงได้ช็อคหมดสติภายในหน่วยซักถาม หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 43 ค่ายอิงคยุทธบริหาร เมื่อเวลา 03.00 น. ของวันที่ 21 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยส่งเข้าทำการรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลค่ายอิงคยุทธบริหาร โรงพยาบาลปัตตานี และโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ตามลำดับ โดยเมื่อเวลา 04.00 น. ของวันที่ 25 ส.ค. ที่ผ่านมา นายอับดุลเลาะ อีซอมูซอ ได้เสียชีวิตลงด้วยอาการปอดอักเสบติดเชื้ออย่างรุนแรง จากคำแถลงการณ์ถึงสาเหตุการเสียชีวิตของโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ และจากกรณีดังกล่าวได้มี เพจข่าวความจริง สามจังหวัดภาคใต้ และในกลุ่มเพจ Fake News ได้ออกมากล่าวหาชี้นำสังคมว่าผลการแถลงของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน จชต. มีความคลุมเครือในหลายประเด็น ซึ่งย้อนแย้งจากความเป็นจริงอย่างชัดเจน จากการแถลงการณ์ในประเด็นต่างๆของทางคณะกรรมการฯ มีความชัดเจนเป็นอย่างมากในเนื้อหา และสามารถตอบคำถามซึ่งเป็นข้อสงสัยของสังคมได้ครบทุกประเด็น เช่น

การตรวจสอบการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ซักถาม พบว่าได้ดำเนินการตามขั้นตอนทุกประการ และไม่พบความผิดปกติใดๆ 

การตรวจสอบสถานที่ศูนย์ซักถาม พบว่าเป็นไปตามมาตรฐาน สำหรับกล้องวงจรปิดที่ไม่สามารถใช้การได้เนื่องจากอาคารดังกล่าว เป็นอาคารใหม่เพิ่งสร้างเสร็จและเริ่มใช้งาน เมื่อ พ.ค. ที่ผ่านมา ตัวกล้องได้ติดตั้งเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่มีการส่งมอบจากบริษัท จึงยังไม่ได้มีการใช้งาน โดยปัจจุบันบริษัทได้ดำเนินการส่งมอบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว กล้องทุกตัวสามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ

การตรวจสอบสาเหตุการเสียชีวิต ยืนยันจากคำแถลงการของโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ เกิดจาก อาการปอดอักเสพติดเชื้ออย่างรุนแรง โดยมีสาเหตุนำจากภาวะสมองขาดเลือด และขาดออกซิเจน ซี่งคณะกรรมการฯ ได้รวบรวมข้อเท็จจริงจากความเห็นของแพทย์ที่ให้การรักษา สรุปได้ว่าการขาดออกซิเจนของสมอง กรณีของนายอับดุลเลาะฯ น่าจะเกิดจากการแตกของหลอดเลือดในสมอง จากโรคหลอดเลือดโป่งพอง ซึ่งเป็นโรคที่จะไม่ปรากฏอาการใดๆ และไม่มีอาการแจ้งเตือนก่อนที่จะเกิดการแตกออก อาการเช่นนี้จะส่งผลต่อเนื้อเยื้อสมองอย่างรุนแรง สอดคล้องกับการเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง พบว่ามีเลือดออกใต้เยื้อหุ้มสมองชั้นใน ซึ่งหากมีการกระแทกจากภายนอกจะมีเลือดออกที่เยื้อหุ้มสมองชั้นนอกเป็นลำดับแรก หรือหากมีการกระทำอื่นใดที่ทำให้ไม่มีออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง ตามที่มีการกล่าวอ้าง เช่น ใช้ถุงคลุม หรือใช้ผ้าเปียกปิดหน้า หรือการกระทำอื่นๆที่ทำให้เกิดภาวะปิดกั้นทางเดินหายใจ ซึ่งจากการสอบถามกับทางทีมแพทย์ พบว่าหากเกิดกรณีดังกล่าวขึ้นจริง จะต้องมีการแสดงถึงจุดที่เลือดออกบ้าง เช่นที่ชัดเจนคือเยื้อบุหลอดเลือดแตกและมีเลือดออกที่ตา เหงือก หรือบริเวณริมฝีปาก และใบหน้าจะบวมคล้ำ ซึ่งกรณีของนายอับดุลเลาะฯ ไม่ปรากฎอาการดังกล่าว 

 การช่วยเหลือครอบครัวของนายอัลดุลเลาะฯ ทางคณะกรรมการฯ จะรวบรวมข้อเท็จจริงและผลการวินิจฉัยของแพทย์ รายงานให้ ศอ.บต. ทราบ เพื่อพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ คณะกรรมการฯมีมติ เห็นควรให้ความช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรม ตามความเหมาะสม โดยจะเชิญภรรยาและครอบครัวของนายอับดุลเลาะฯมาหารือต่อไป

รวมไปถึงเหตุลอบยิงนายอับดุลตอเละ กาสอ เสียชีวิตในพื้นที่ อ.เทพา จ.สงขลา เมื่อวันที่ 8 ส.ค. ที่ผ่านมา เพจ Fake News ดังกล่าว ได้โพสต์รูปภาพพร้อมข้อความที่บิดเบือนข้อเท็จจริง กล่าวหา โจมตีว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งจากภาพความเป็นจริง ในการรวบรวมวัตถุพยานในที่เกิดเหตุทั้งปลอกกระสุนขนาด 5.56 มม. และขนาด 9 มม. และจากผลการตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ ชี้ชัดว่าอาวุธปืนที่คนร้ายใช้ลอบยิงนายอับดุลตอเละ กาสอ เสียชีวิต เป็นอาวุธที่คนร้ายเคยใช้ก่อเหตุในพื้นที่ จ.ปัตตานี และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา รวม 13 คดี สำหรับอาวุธปืน M16 ที่ใช้ในการก่อเหตุพบเป็นปืนที่แย่งชิงมาจากการโจมตีจุดตรวจ ชคต.ปะกาฮะรัง จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 23 ก.ค. ที่ผ่านมา อีกทั้งปืนกระบอกดังกล่าวยังใช้ยิงก่อกวนเหตุระเบิดตู้ ATM ในพื้นที่ จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 4 ก.ค. ซึ่งมีความเชื่อมโยงกันในหลายเหตุการณ์จึงสามารถสรุปได้ว่าเป็นคนร้ายกลุ่มเดียวกัน และจากเหตุระเบิดตู้ ATM. ก็เช่นกันมีความพยายามออกมาชี้นำสังคมโดยโพสต์ภาพรอยเท้าบริเวณหลังเสื้อของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมหาวิทยาลัยฟาตอนี ว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ รวมไปถึงในอีกหลายเหตุการณ์ที่เพจ Fake News เหล่านี้ ล้วนแล้วแต่มีความพยายามบิดเบือน ไร้ความน่าเชื่อถือ ปราศจากข้อมูลข้อเท็จจริงอย่างสิ้นเชิง และจากกรณีดังกล่าว พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้สั่งการให้ส่วนที่เกี่ยวข้องเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวกลุ่ม Fake News อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งสั่งการให้ทีมกฎหมาย กอ.รมน.ภาค 4.สน. เร่งรัดรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายกับแอดมินเพจดังกล่าวให้ได้โดยเร็ว ซึ่งหากปล่อยไว้อาจสร้างความสับสนให้เกิดขึ้นในสังคมอย่างเป็นวงกว้าง

จึงขอให้พี่น้องประชาชนติดตามข่าวสารการชี้แจงข้อเท็จจริงจากเจ้าหน้าที่เท่านั้น รวมทั้งบริโภคข้อมูลข่าวสารอย่างระมัดระวัง และตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะมีการส่งต่อ หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวออกไป เพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มไม่หวังดี และอาจจะมีความผิดทางกฎหมาย ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเจ้าหน้าที่ได้โดยตรงที่เบอร์สายด่วน 1341 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง