ท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ » “ยีลาปัน”บันนังสตา สะพานประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 2

“ยีลาปัน”บันนังสตา สะพานประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 2

12 กันยายน 2019
371   0

ในวัยเด็กเคยนึกสงสัยว่า ทำไมสะพานยาวในพื้นที่อำเภอบันนังสตา ก่อนจะถึงตัวจังหวัดยะลาถึงสร้างด้วยเหล็กกล้าคล้ายๆ กับสะพานข้ามแม่น้ำบนทางรถไฟ จนกระทั่งวันหนึ่งได้ยินจากปากของโชว์เฟอร์รถประจำทางสายเบตง-ยะลาว่า เป็นสะพานของ ‘กองทัพญี่ปุ่น’ ทุกครั้งที่เดินทางจากตัวเมืองเบตงไปจังหวัดยะลา ผู้เขียนมักมีอาการเมารถแทบทุกครั้ง เพราะต้องนั่งโดยสารผ่านเส้นทางอันคดเคี้ยวสุดโหดของเส้นทางหลวง 410 สายเบตง-ยะลา ที่ไต่เลาะไหล่เขาเกือบตลอดทาง ถนนที่อ้อมวนเวียนเทือกเขาและแอ่งน้ำในทะเลสาบเขื่อนบางลาง ทะเลสาบที่ตั้งบนภูเขาอันเกิดจากฝีมือมนุษย์ ในการกักน้ำเพื่อการผลิตไฟฟ้า ซึ่งต้องใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมง

จนกระทั่งรถวิ่งผ่านสะพานเหล็กยาวๆ แถวๆ อำเภอบันนังสตา จึงจะค่อยใจชื้น เพราะรู้ว่าเหลือเวลาอีกครึ่งชั่วโมงก็จะถึงตัวเมืองยะลาเสียที จึงทำให้สะพานแห่งนั้นเป็นจุดแสดงสัญลักษณ์ในเชิงบวกของผู้เดินทางว่าใกล้ถึงตัวจังหวัดยะลาแล้ว

สะพานนั้นคือสะพาน “ยีลาปัน” นั่นเอง สะพานยีลาปัน เป็นสะพานข้ามแม่น้ำปัตตานี บนทางหลวงท้องถิ่นเลขที่ 410 บริเวณกิโลเมตรที่ 35 (นับจากจังหวัดยะลา)

บ้านยีลาปัน ตำบลตลิ่งชัน อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา มีความกว้าง 6 เมตร ยาวประมาณ 50 เมตร พื้นสะพานเป็นเหล็กแบบรังผึ้ง ตัวโครงสร้างทั้งหมดเป็นเหล็กกล้าล้วนๆ สร้างโดยกองทัพญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ราวๆ ปี พ.ศ. 2485 หลังจากที่กองทัพญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกแถวชายฝั่งภาคใต้ และยึดครองแหลมมาลาย’ หรือประเทศ ‘สหพันธรัฐมาเลเชีย’ ปัจจุบัน

ในยุค จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย รัฐบาลจำต้องยินยอมจับมือกับกองทัพญี่ปุ่นเพื่อแลกกับการรุกรานของกองทัพญี่ปุ่น ซึ่งทรงอานุภาพมากที่สุดในยุคนั้น ญี่ปุ่นต้องการใช้ประเทศไทยเปืนทางผ่านเพื่อขนยุทโธปกรณ์และกำลังพลไปโจมตีประเทศพม่า และเพื่อยึดครองอินเดีย

อาณานิคมของอังกฤษ ซึ่งในสมัยนั้นการคมนาคมยังไม่สะดวกนักโดยเฉพาะสะพานข้ามแม่น้ำปัตตานีตรงจุดนี้ เป็นเพียงสะพานไม้ขอน ซึ่งไม่สามารถขนส่งลำเลียงยุทโธปกรณ์ที่มีน้ำหนักจำนวนมากผ่านไปได้ กองทัพญี่ปุ่นได้ดำเนินการก่อสร้างตั้งแต่นั้นมา รถทุกคันที่เดินทางไปอำเภอเบตง จังหวัดยะลา จึงต้องวิ่งผ่านสะพานแห่งนี้

กระทั่งในปี 2538 แขวงการทางยะลา ก็ได้สร้างสะพานคอนกรีตขึ้นมาทดแทน เนื่องจากสะพานยีลาปัน แคบ ไม่สะดวกในการสัญจร โดยในช่วงนั้นมีข่าวลือว่าญี่ปุ่นจะเอาสะพานคืน จึง มีการสร้างใหม่เพื่อทดแทนของเดิม

หากย้อนไปไกลกว่านั้น จุดตรงสะพานนี้ก็คือท่าแพของคนโบราณ ที่เดินทางข้ามไป มาระหว่างฝั่งเมืองยะลากับเบตง หรือเพื่อเดินทางไปแหลมมาลายู เป็นเส้นการค้าระหว่างเมืองปัตตานีกับเมืองเคดาห์หรือไทรบุรี ที่สำคัญเลยทีเดียว โดยกองคาราวานจะต้องเดินทางผ่านโดยการข้ามแม่น้ำปัตตานีด้วยแพ ณ จุดนี้ และ ใช้เวลาเดินทางมากกว่า 3 วัน แต่เพียง 2 ชั่วโมงสำหรับยุคปัจจุบัน

ยิ่งถ้าย้อนไปยุคของคน “บ้านฮาลา” หมู่บ้านที่สาบสูญ ยิ่งน่าสนใจเพราะคนฮาลาจะตัดไม้ไผ่จากหมู่บ้านกลางป้าลึก ล่องลงมาตามสายน้ำจนกระทั่งแพไม้ผ่านมาถึงตรงจุดนี้ ก็จะเก็บกล้วย ผลไม้ เพื่อเอาไม้ไผ่ ของป่า ผลไม้ และกล้วย ไปแลกกับเกลือและกะปิ ที่ท่าเรือเมืองปัตตานี สำหรับให้สมาชิกชาวฮาลาใช้ประกอบอาหารในชีวิตประจำวันทั้ง 3 หมู่บ้านที่มีอยู่ นี่คือวิถีชีวิตคนโบราณที่ผู้เขียนฟังแล้วยังประทับใจ ตั้งแต่ครั้งเมื่อได้ไปเข้าค่ายเยาวชนอนุรักษ์ป่าและจุดประกายการเขียนของ อบต.อัยเยอร์เวง อ.เบตง จ.ยะลา และมีโอกาสนั่งคุยกับผู้เฒ่าฮาลาในครั้งนั้น

วันนี้ ‘สะพานยีลาปัน’ ยังคงอยู่ กลายเป็นสัญลักษณ์ที่คงตั้งตระหง่านท้าทายสายลม แสงแดด และสถานการณ์ไฟใต้ วันหน้าหากเหตุการณ์สงบ ผู้คนในบ้านนี้เมืองนี้หันหน้าเช้าหากัน เราคงได้เห็นกรุ๊ปนักท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นชาวญี่ปุ่น ชาวอังกฤษ หรือในกลุ่มประเทศ ‘ประชาคมอาเซียน’ ได้มายืนถ่ายรูป มายืนรำลึกซึมซับ ถึงอดีตกาล ที่ครั้งหนึ่งบรรพบุรุษเขาได้มาใช้ชีวิต เป็นแรมปีก็ได้ ไม่เชื่อคอยดู…

 

———————————-

โดย… อารี หนูชูสุข