บทความ » กฎหมายพิเศษในพื้นที่ จชต. ใช้เป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหา ความไม่สงบในพื้นที่ เพื่อนำสันติสุขกลับคืนมาสู่พี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์

กฎหมายพิเศษในพื้นที่ จชต. ใช้เป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหา ความไม่สงบในพื้นที่ เพื่อนำสันติสุขกลับคืนมาสู่พี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์

11 ตุลาคม 2019
978   0

        แต่ปี 2547 พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา คือ อำเภอจะนะ เทพา สะบ้าย้อย และนาทวี  เริ่มมีการประกาศกฎอัยการศึก เนื่องจากเกิดเหตุการณ์ปล้นปืน กองพันพัฒนาที่ 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส  ซึ่ง พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ.2457 นั้น เป็นกฎหมายที่ให้อำนาจฝ่ายทหารเหนือฝ่ายพลเรือนในการรักษาความสงบเรียบร้อย โดยเจ้าหน้าที่ทหารเป็นผู้บังคับใช้กฎอัยการศึก ซึ่งให้อำนาจในการ ปิดล้อม ตรวจค้น จับกุม และกักตัวบุคคล ได้โดยทันที เพียงแต่มีเหตุอันควรสงสัยว่าบุคคลนั้นเป็นราชศัตรู หรือได้ฝ่าฝืนกฎอัยการศึก หรือคำสั่งของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร   ซึ่งในการประกาศกฎอัยการศึกนั้น กำหนดให้ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการกระทำผิดอาญาที่เกิดขึ้นในเขตพื้นที่ประกาศใช้กฎอัยการศึกได้  โดยรวมถึงความผิดต่อความมั่นคงของรัฐตามประมวลกฎหมายอาญาด้วย ถึงแม้จะเป็นการพิจารณาคดีพลเรือนธรรมดาที่มิใช่เจ้าหน้าที่ทหารก็ตาม   แต่แนวทางปฏิบัติที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ไม่ได้มีการใช้อำนาจดังกล่าวนี้ โดยศาลพลเรือนยังคงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้อย่างปกติ 

        ต่อมาในเดือน ก.ค.48 เกิดเหตุรุนแรงครั้งใหญ่ที่เรียกว่า “เหตุดับเมืองยะลา” โดยคนร้ายได้ยิงหม้อแปลงเสาไฟฟ้าแรงสูง เพื่อให้ไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง จากนั้นก็เปิดฉากโจมตีเจ้าหน้าที่ ฐานปฏิบัติการของฝ่ายความมั่นคง สถานที่ราชการ และบ้านเรือนประชาชน พร้อมกันหลายจุด  จึงมีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เพื่อควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ ควบคู่ไปกับกฎอัยการศึก ตั้งแต่ปลายปี 2548 เป็นต้นมา   โดย พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 เป็นกฎหมายที่ให้อำนาจพิเศษแก่ฝ่ายบริหารในการใช้มาตรการพิเศษต่างๆ  มีกำหนดครั้งละ 3 เดือน  ในกรณีพื้นที่ส่วนหนึ่งส่วนใดตกอยู่ในสถานการณ์ที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ หรือมีการกระทำผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา  อันเป็นสถานการณ์จำเป็นเร่งด่วนที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ และการใช้อำนาจการบริหารราชการตามกฎหมายปกตินั้น ไม่เพียงพอที่จะรักษาความสงบเรียบร้อยและคลี่คลายสถานการณ์ให้กลับคืนสู่สภาวะปกติได้ ในการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ นั้นอาจส่งผลให้เกิดการลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของประชาชนได้

        เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.52  รัฐบาลประกาศบังคับใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ในพื้นที่ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา คือ อำเภอเทพา อำเภอสะบ้าย้อย อำเภอนาทวี และอำเภอจะนะ ซึ่งเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่อยู่ภายใต้การบังคับใช้กฎอัยการศึก มาตั้งแต่ปี 47  ต่อมาเมื่อวันที่ 4 พ.ค.53 ได้มีการประกาศยกเลิกการใช้กฎอัยการศึก เหลือเพียง พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ เพียงฉบับเดียวที่บังคับใช้อยู่ในพื้นที่ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา   โดย พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ไม่ได้ให้อำนาจพิเศษเกี่ยวกับการตรวจค้น จับกุม และควบคุมตัวบุคล ไว้ดังเช่นในกฎอัยการศึก และ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่อำนาจพิเศษตาม พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ คือการให้ผู้ที่ถูกกล่าวหาเข้ารับการอบรมแทนการฟ้องคดี ในกรณีที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอันมีผลกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หากผู้ถูกกล่าวหากระทำไปเพราะหลงผิด กลับใจเข้ามอบตัว และการเปิดโอกาสให้กลับตัวนั้น จะเป็นประโยชน์ต่อความมั่นคง ซึ่งหากศาลเห็นสมควร และผู้ถูกกล่าวหา “ยินยอม” ก็สามารถสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาเข้ารับการอบรมและปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดแทนการถูกฟ้องร้องคดีได้

        กฎหมายพิเศษที่บังคับใช้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้ง 3 ฉบับ เป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยอาจกล่าวได้ว่า ตลอดระยะเวลาที่มีการบังคับใช้กฎหมายพิเศษเหล่านี้ สถานการณ์ความรุนแรงและการก่อเหตุร้ายต่างๆ มีจำนวนลดลงเป็นลำดับ แม้ว่าจะยังไม่สงบเรียบร้อยได้ทั้งหมด แต่ก็ดีขึ้นเป็นลำดับ  และที่สำคัญคือ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายได้มีการประเมินเหตุการณ์ เพื่อปรับลดยกเลิกกฎหมายพิเศษ ในพื้นที่ที่เห็นว่าสถานการณ์ดีขึ้นจนอยู่ในภาวะที่สามารถปรับลดได้  โดยปัจจุบัน พื้นที่ที่บังคับใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ เพียงฉบับเดียว นอกจาก 4 อำเภอของจังหวัดสงขลาแล้ว ยังมีอีก 5 อำเภอ ได้แก่ อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี, อ.เบตง จ.ยะลา, อ.สุไหงโก-ลก อ.สุคิริน และ อ. ศรีสาคร จ.นราธิวาส 

        หากทุกพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความสงบเรียบร้อย ประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไม่มีการปลุกระดมสร้างความขัดแย้งและก่อเหตุร้ายอย่างแท้จริงแล้ว กฎหมายพิเศษพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องนำมาบังคับใช้กันอีกต่อไป.. 

 

…………………………………….