บทความ » ศอ.บต. กับการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

ศอ.บต. กับการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

24 ตุลาคม 2019
517   0

            ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ได้ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2524  ในสมัยรัฐบาล พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี  เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้  โดยรัฐบาลในสมัยนั้นวิเคราะห์ว่า ในการแก้ปัญหาภัยคุกคามจะใช้การปราบปรามอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องใช้การพัฒนานำการปราบปราม และมีนโยบายการแก้ปัญหา เป็น 2 ด้าน คือ การพัฒนา และการปราบปราม จึงตั้ง ศอ.บต. ขึ้นอยู่กับรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ดูแลเรื่องการพัฒนา และตั้ง กองบัญชาการผสมพลเรือน ตำรวจ ทหาร ที่ 43 หรือ พตท.43 ขึ้นอยู่กับ แม่ทัพภาคที่ 4 ดูแลเรื่องการปราบปราม

            ในปี พ.ศ.2545 สมัยรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ปรับยุทธศาสตร์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 123/2545 ยุบ ศอ.บต. และ พตท.43  เมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ.2545 โดยให้โอนอำนาจของคณะกรรมการการอำนวยการแก้ไขปัญหาความมั่นคงจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไปเป็นของสภาความมั่นคงแห่งชาติ,  อำนาจของ ศอ.บต. ไปเป็นของกระทรวงมหาดไทย และอำนาจของ พตท.43 ไปเป็นของกองทัพภาคที่ 4 / กอ.รมน.ภาค 4

            หลังจากการยุบ ศอ.บต. ทำให้กลุ่มขบวนการมีเสรีในการปลูกฝังอุดมการณ์ และจัดตั้งกลุ่มปฏิบัติการต่างๆ ขึ้นในพื้นที่อย่างเป็นระบบ  มีการปลุกระดมสร้างความเกลียดชังเจ้าหน้าที่และแนวความคิดในการแบ่งแยกดินแดนในกลุ่มเด็กและเยาวชนมุสลิมไปทั่วทุกพื้นที่  พร้อมกับการก่อเหตุร้ายสร้างความเสียหาย สร้างสถานการณ์ความรุนแรงให้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ  จนเมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ.2547 ได้เกิดเหตุปล้นกองพันพัฒนาที่ 4 อำเภอเจาะไอร้อง, เหตุการณ์กรือเซะ เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ.2547 มีผู้เสียชีวิต 108 คน รวมทั้งเหตุการณ์ที่ตากใบ เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ.2547 มีผู้เสียชีวิต 85 คน

            หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ได้มีคำสั่งฯ ให้ กอ.รมน. จัดตั้ง กอ.รมน.ส่วนหน้า ใช้ชื่อว่า”กองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้”  (กอ.สสส.จชต.) ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 69/2547 ลงวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ.2547 เพื่อเป็นศูนย์ควบคุมและแกนหลักในการประสานการปฏิบัติงานแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้  จนถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ.2549  ได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 207/2549  จัดตั้ง ศอ.บต. ขึ้นมาอีกครั้ง  และแต่งตั้งให้ นายพระนาย สุวรรณรัฐ ดำรงตำแหน่ง ผอ.ศอ.บต.

            ในปี พ.ศ.2553 ได้มี พ.ร.บ.การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2553 กำหนดให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต.) โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และมีหน่วยงานสำนักงานคือ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เป็นนิติบุคคล ไม่ขึ้นต่อสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม  โดยอยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี  ซึ่งปัจจุบันมี พล.ร.ต.สมเกียรติ ผลประยูร เป็น เลขาธิการ ศอ.บต.  ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 22 มกราคม พ.ศ.2562

            ศอ.บต. ทำหน้าที่คล้ายกับเป็นรัฐบาลส่วนหน้า มาตั้งหน่วยอำนวยการอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยจำลองหน่วยงานอำนวยการด้านแผนงาน แผนเงิน และแผนคน ของรัฐบาลกลางมาอยู่ด้วยกัน สามารถสรุปภารกิจของ ศอ.บต. ได้ 3 ประการ คือ

  1. ระดมส่วนราชการและหน่วยงาน รัฐวิสาหกิจมาดำเนินการพัฒนา และแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้สนองตอบนโยบายความมั่นคงแห่งชาติเกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยอาศัยระบบการประสานแผนเป็นเครื่องมือหลัก เพื่อแปรนโยบายสู่การปฏิบัติ รวมทั้งใช้ระบบการประสานงาน รวมทั้งดำเนินมาตรการ ต่าง ๆ เป็นเครื่องมือกำกับการดำเนินงานให้เป็นไปตามนโยบาย ฯ
  2. ให้ความสำคัญกับข้าราชการและบุคลากรของรัฐ ซึ่งเป็นกลไกของรัฐในการดำเนินนโยบาย ศอ.บต. มีหน้าที่สรรหาข้าราชการที่ดีมาปฏิบัติงาน การพัฒนาข้าราชการให้มีความรู้ความเข้าใจ ในวิถีชีวิตของประชาชนและวิธีปฏิบัติงานที่เหมาะสม รวมทั้ง โยกย้ายข้าราชการที่ไม่ดีออกจากพื้นที่ ขณะเดียวกัน ข้าราชการที่ดีก็มีระบบบำเหน็จความชอบ เป็นขวัญกำลังใจ
  3. ดำเนินภารกิจอื่นที่ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวกับสังคมจิตวิทยา

            การดำเนินงานของ ศอ.บต. อาศัยหลักการการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย ในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงแต่งตั้งผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนา นักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ และข้าราชการที่มีประสบการณ์เป็น คณะกรรมการที่ปรึกษา ศอ.บต. 2 คณะ และคณะกรรมการช่วยเหลือการดำเนินงานอีก 1 คณะ

          ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย จะสามารถแก้ไขได้อย่างเรียบร้อยเบ็ดเสร็จเด็ดขาด  สังคมโดยรวมมีความสงบร่มเย็น  ทุกคนสามารถดำเนินวิถีชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขที่แท้จริงได้นั้น  มิใช่เป็นหน้าที่ของใคร หรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเท่านั้น  หากแต่เป็นหน้าที่ของพี่น้องประชาชนทุกคนทุกหมู่เหล่า ทุกเชื้อชาติศาสนา ที่จะต้องมีความรักความสามัคคี ร่วมแรงร่วมใจกันปฏิเสธความรุนแรง  ช่วยกันดูแลสั่งสอนอบรมลูกหลานให้เป็นคนดี อย่าหลงเชื่อคำโกหกหลอกลวงของกลุ่มคนที่ต้องการสร้างความแตกแยก  เพื่อร่วมกันนำสันติสุขกลับคืนมาดังเดิม..

 

———————————–