วันพุธ, 23 มิถุนายน 2564

เสริมกำลังเข้มตามแนวชายแดน ปิดตายช่องทางธรรมชาติ ป้องกันลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย

“…ขอให้พี่น้องประชาชนได้มีความมั่นใจว่า เจ้าหน้าที่ทุกนายจะดูแลแนวชายแดนอย่างเต็มที่ และจะไม่ปล่อยให้ใครเล็ดลอดเข้ามาโดยไม่ผ่านกระบวนการคัดกรอง เป็นอันขาด รวมถึงต้องขอความร่วมมือมายังพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ขอให้ช่วยกันเฝ้าระวังและเป็นหูเป็นตาให้กับเจ้าหน้าที่รัฐอีกทางหนึ่งด้วย…”

พ.อ.วัชรกร อ้นเงิน รองโฆษก กอ.รมน.ภาค 4 สน. เปิดเผยถึงกรณีการเพิ่มความเข้มและเสริมกำลังป้องกันชายแดน โดยบูรณาการกำลังร่วมทุกภาคส่วน ลาดตระเวนปิดตายช่องทางท่าข้ามธรรมชาติ ทั้งทางบกและทางน้ำ ตลอดระยะทาง 647 กิโลเมตร ห้ามลักลอบเดินทางเข้า-ออก โดยเด็ดขาด พร้อมให้เจ้าหน้าที่สร้างความเข้าใจกับชาวบ้านที่อยู่ริมลำน้ำ ยกเรือขึ้นฝั่ง สกัดการเดินทางข้ามแดนช่วงโควิด-19 ระบาด หลังมาเลเซียล็อกดาวน์ประเทศ

ภายหลังจากที่ประเทศมาเลเซียมีผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และได้ประกาศล็อกดาวน์ประเทศระยะแรกเป็นเวลา 14 วัน ตั้งแต่ 1-14 มิ.ย. 64 แบบเต็มรูปแบบทั้งระบบ ทั้งในภาคเศรษฐกิจและสังคม โดยจะมีการอนุญาตในบางส่วนที่จำเป็นเท่านั้น ให้ยังคงเปิดดำเนินการได้ จึงอาจทำให้มีแรงงานต่างด้าวรวมถึงคนไทยในมาเลเซีย ทำการลักลอบเข้าประเทศไทยตามแนวชายแดน ผ่านตามช่องทางธรรมชาติที่ผิดกฎหมาย

ล่าสุด พล.ท.เกรียงไกร ศรีรักษ์ มทภ.4/ผอ.รมน.ภาค 4 ได้สั่งการให้จัดตั้งที่บังคับการทางยุทธวิธี (ทก.ยว.) ขึ้น จำนวน 2 พื้นที่ ประกอบด้วย ที่บังคับการทางยุทธวิธี กองกำลังเทพสตรี หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 5 ที่ บ.ด่านนอก ต.สำนักขาม อ.สะเดา จ.สงขลา และที่บังคับการทางยุทธวิธี หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ที่หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 30 ต.ปาเสมัส อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เพื่ออำนวยการ ควบคุมและกำกับดูแล ให้กำลังและเครื่องมือที่มีอยู่ สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในการเฝ้าตรวจตามแนวชายแดน

อีกทั้ง ยังเป็นการช่วยประสานการทำงานร่วมกันกับกำลังภาคส่วนต่าง ๆ ให้สามารถขับเคลื่อนเดินหน้าไปได้อย่างเป็นระบบ โดยที่บังคับการทางยุทธวิธีนอกจากกำลังทหารแล้ว ยังมีตำรวจ ฝ่ายปกครอง ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น รวมทั้งตรวจคนเข้าเมืองมาทำงานร่วมกัน และยังได้รับการเพิ่มเติมกำลังจาก ผบ.ทบ. อีกจำนวน 5 ชุดปฏิบัติการ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้สนับสนุนมาแล้ว จำนวน 10 ชุดปฏิบัติการ ที่ได้เข้าไปช่วยเสริมกำลังลาดตระเวนจรยุทธ์อุดช่องโหว่ตามช่องทางธรรมชาติ ร่วมกับการใช้เครื่องมือเฝ้าตรวจตามแนวชายแดน

สำหรับในพื้นที่ อ.แว้ง อ.สุไหงโก-ลก และ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ถือว่าเป็นพื้นที่แนวชายแดนไทย-มาเลเซีย ที่มีจุดผ่อนปรน และท่าข้ามธรรมชาติจำนวนมาก และเป็นพื้นที่เขตแดนทางน้ำถึง 95 กิโลเมตร ตั้งแต่มีการระบาดของโควิด-19 แม่ทัพภาคที่ 4 ได้สั่งการให้ทำความเข้าใจ และขอความร่วมมือกับชาวบ้านริมลำน้ำ เพื่อยกเรือขึ้นฝั่ง ถอดเครื่องยนต์ ป้องกันการใช้ไปรับ-ส่ง คนจากฝั่งมาเลเซียกลับมาฝั่งไทย และปิดตายช่องทางธรรมชาติ ห้ามเข้า-ออก โดยเด็ดขาด หากจะเข้ามาต้องมาทางช่องทางที่ถูกต้องเท่านั้น

ทั้งนี้ ให้มีการเปิดให้ลงทะเบียนข้ามแดนโดยถูกกฎหมายทุกวันจันทร์ พุธ และศุกร์ ในส่วนของการลักลอบผ่านช่องทางธรรมชาติ ได้มีกำลังเฝ้าตรวจอย่างเข้มข้น พร้อมใช้งานการข่าวเชิงรุกควบคุมพื้นที่รอบนอก ตลอดจนพื้นที่ตอนในจากกำลังภาคประชาชน และการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่เองในการแจ้งเบาะแสให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเมื่อตรวจพบจะนำเข้าสู่กระบวนการคัดกรอง และดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายโดยทันที

“…ขอให้พี่น้องประชาชนได้มีความมั่นใจว่า เจ้าหน้าที่ทุกนายจะดูแลแนวชายแดนอย่างเต็มที่ และจะไม่ปล่อยให้ใครเล็ดลอดเข้ามาโดยไม่ผ่านกระบวนการคัดกรอง เป็นอันขาด รวมถึงต้องขอความร่วมมือมายังพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ขอให้ช่วยกันเฝ้าระวังและเป็นหูเป็นตาให้กับเจ้าหน้าที่รัฐอีกทางหนึ่งด้วย…”

อย่างไรก็ตาม หากพบมีบุคคลลักลอบผ่านแดนเข้ามาในพื้นที่ หรือเบาะแสของขบวนการนำพา ขอให้แจ้งได้ที่เบอร์สายตรงแม่ทัพแม่ทัพภาคที่ 4 โทร 06-1173-2999 หรือสายด่วน 1341 และหน่วยเฉพาะกิจประจำพื้นที่ หรือเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

—————————-