วันพุธ, 6 กรกฎาคม 2565

โฆษณาชวนเชื่อ บิดเบือน เกลียดชัง แตกแยก ของสื่อแนวร่วม

ในปัจจุบันเพจสื่อแนวร่วมหลายเพจได้ใช้ความพยายามอย่างเป็นระบบ ในการปลูกฝังความเกลียดชังต่อ จนท.รัฐ และเบี่ยงเบนกระบวนการรับรู้ของประชาชนในพื้นที่ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่ส่วนใหญ่แล้วมักจะมีพฤติกรรมเลือกรับและเชื่อในข้อมูลที่ถูกนำเสนอข้อมูลด้านเดียว ข้อมูลชุดเดียว หรือแม้กระทั่งจากแหล่ง ๆ เดียว ด้วยเพราะเพียงคิดว่าความเป็นพวกเดียวกัน คนพื้นที่เดียวกัน คนศาสนาเดียวกัน “เขาคงจะไม่หลอกเรา”
โดยหวังผลให้กลุ่มเป้าหมายเหล่านั้นมีปฏิกิริยาตอบสนองตามที่เพจตนเองต้องการ นั้นคือเกลียดชัง จนท.รัฐและผู้ที่ไม่ใช่เชื้อชาติและศาสนาเดียวกัน จนนำไปสู่การใช้กำลังและความรุนแรงในลำดับต่อมา โดยการใช้เหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่มาบิดเบือนข้อเท็จจริง หลายเรื่องเป็นการกล่าวหา ว่าร้าย ป้ายสี บางเรื่องเป็นการยั่วยุประจานให้เกิดความเกลียดชังและความรุนแรง มีการแชร์ข้อมูลต่างๆ จำนวนมากที่ไร้หลักฐานการอ้างอิง
โดยหลักการการโฆษณาชวนเชื่อของเพจแนวร่วมนั้นมีทั้งสิ้นอยู่คร่าวๆ 7 ข้อดังต่อไปนี้

1.โจมตีตัวบุคคล โดยการสร้างหรือหาศัตรูบุคคลรวมทั้งกลุ่มคนขึ้นมาเป็นหุ่นรับการโจมตีหลัก แล้วจับผิด โจมตี ด่าทอ ต่อว่า ทั้งเรื่องส่วนตัว และคำพูดทุกคำพูดของคนๆ นั้น รวมถึงการสร้างภาพให้ฝ่ายตรงข้ามของตนให้เป็นคนชั่วร้าย เช่น การโจมตีใส่ร้าย จนท.รัฐ ในขณะปฏิบัติหน้าที่ หรือในกรณีล่าสุดคือการโจมตีใส่ร้ายบิดเบือนโจมตีแม่ทัพภาคที่ 4 เกี่ยวกับงบประมาณ เป็นต้น

2. พูดซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยการหยิบยกประเด็นความผิดพลาดของ จนท.รัฐ ในอดีตมากล่าวอ้าง เล่าเรื่องเหล่านี้ซ้ำๆ วนไปวนมา ทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี ถึงแม้ข้อความบางเรื่องจะไม่ใช่ความจริง หรือมีการบิดเบือนข้อมูลก็ตาม เมื่อคนเราได้ฟังทุกวันๆ โดนยัดเยียดข้อมูลเท็จทุกวันก็จะเริ่มคล้อยตาม และเชื่อว่าเรื่องที่เพจเหล่านั้นนำเสนอเป็นความจริง

3. โกหกคำโต การโกหกเรื่องเล็กๆ ที่มีรายละเอียดปลีกย่อยอาจมีผู้จับโกหกได้ง่าย แต่การโกหกเรื่องใหญ่ๆ หรือใช้เนื้อหาที่บิดเบือนเพื่อหลอกให้เชื่อ มันย่อมครอบคลุมเรื่องต่างๆ หลากหลาย อย่างน้อยต้องมีข้อใดข้อหนึ่งที่ถูกจริตผู้ฟังและเมื่อคนพูด พูดในสิ่งที่คนฟังอยากจะเชื่ออยู่แล้ว เขาก็พร้อมจะยอมเชื่อโดยดี แม้ว่าคำโกหกเรื่องใหญ่นั้นจะเท็จครึ่งจริงครึ่งหรือไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความจริงอยู่เลย

4. สร้างสมญานาม การสร้างชื่อแทนใช้เรียกง่ายๆ และตีความได้เข้าข้างตัวเอง หรือสร้างภาพเสียหายให้ฝ่ายตรงข้ามตนเป็นเทคนิคของการโฆษณาชวนเชื่ออย่างหนึ่ง เช่น การใช้คำว่า นักล่าอาณานิคมสยาม เป็นต้น และมักจะเรียกตัวเองให้มีความเชื่อมโยงกับคนกลุ่มใหญ่ในสังคมนั้นๆ เช่น นักรบฟาตอนี ฯลฯ

5.ตรรกะผิด-ถูก แบบขาว-ดำ เพจแนวร่วมสร้างภาพการแบ่งแยกฝ่ายถูกผิดชัดเจนเป็นสีขาว-ดำ โดยสร้างภาพว่าการกระทำของฝ่ายตนที่ใช้ความรุนแรงเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์เป็นการกระทำที่ถูกต้อง แต่การรักษากฎหมายของ จนท.รัฐ เพื่อปกป้องประชาชนนั้นเป็นเรื่องผิด รวมถึงการแบ่งแยกพวกสร้างความแตกต่างของกลุ่มคนในสังคมเดียวกัน ให้รู้สึกว่าแตกต่างกัน และไม่สามารถมีความสัมพันธ์หรือใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้ โดยอาศัยประเด็นทางเชื้อชาติ ศาสนา เช่น พุทธ-มุสลิม หรือแม้กระทั่งสยาม-ปาตานี เป็นต้น

6. อ้างสิ่งที่สูงส่ง อ้างสิ่งสวยงาม โดยอ้างว่าแนวคิดของเพจตนเองเป็นไปตามครรลองของศาสนามีคุณธรรมจริยธรรม ศีลธรรม ใช้ข้อความที่ดูดี อ้างคำสอนที่มีในคัมภีร์มาใช้สร้างความชอบธรรมในการโกหกหลอกลวงผู้อื่น ถึงแม้จะเป็นสิ่งที่ย้อนแย้งภายในตัวมันก็ตามเพราะในคำสอนของศาสนานั้นการโกหกเป็นเรื่องที่ต้องห้ามชัดเจน

7. ควบคุมและจำกัดข้อมูลผ่านสื่อสารมวลชน  การบอกข้อมูลไม่ครบ บอกความจริงไม่หมด เลือกโพสต์หรือแชร์แต่เฉพาะข้อมูลหรือข่าวที่ส่งผลดีต่อฝ่ายตนเอง ใช้การอ้างนอกบริบทหรือนำคำพูดที่ไม่เกี่ยวข้องกันมาแต่งเติมเสริมเข้าไปให้ดูดี ยิ่งใช้ในสื่อโซเชียลที่มีเข้าถึงคนหมู่มากและมีการแชร์ออกไปอย่างกว้างขวางแล้วจะทำให้การโฆษณาชวนเชื่อนั้นยิ่งดูน่าเชื่อถือ 

       นี่คือหลักการโฆษณาชวนเชื่อที่เพจแนวร่วมใช้ความพยายามเพื่อให้ประสบผลสำเร็จ เป็นสิ่งที่น่ากลัวมากกว่าการใช้อาวุธทางกายภาพทำร้ายประชาชนด้วยซ้ำไป เพราะมันจะทำให้คนหลายๆ คนในสังคมมีตรรกะที่บิดเบี้ยวโดยตนไม่รู้ตัว กลุ่มคนที่เป็นเป้าหมายของเพจเหล่านั้นจะเห็นฝ่ายตรงข้ามผิดเสมอ ขณะที่ตัวเองถูกต้องเพียงฝ่ายเดียว จะไม่เหลียวแม้แต่หางตามองสิ่งที่อยู่นอกเหนือความเชื่อของตนเอง จะกล้าใช้ถ้อยคำหยาบคายด่าทอเสียดสีคนที่ตนเองถูกชี้นำให้เกลียดชัง ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่เคยมีนิสัยหยาบคายมาก่อน และที่ร้ายแรงที่สุดก็คือจะสามารถใช้ความรุนแรงป่าเถื่อนในการกำจัดศัตรูที่เพจเหล่านั้นชี้นำให้เกลียดชัง เหมือนในกรณีของครูจูหลิงที่ฝ่ายคนร้ายใช้การโฆษณาชวนเชื่อให้คนในหมู่บ้าน พากันรุมทำร้ายครูผู้บริสุทธิ์และไร้ทางสู้จนถึงแก่ความตายในที่สุด